เนชั่นทีวี

ข่าว

สวิตเซอร์แลนด์ ยังชอบถือเงินสด ซื้อของ สวนกระแสโลก

03 ม.ค. 2560 | nation_ent

สวิตเซอร์แลนด์ ยังชอบถือเงินสด ซื้อของ สวนกระแสโลก

สวิตเซอร์แลนด์ยังคงชื่นชอบการถือเงินสดในมือเพื่อการจับจ่ายใช้สอย สวนกระแสทั่วโลกที่มีแนวโน้มเดินหน้าสู่สังคมที่ไม่ใช้เงินสด และยังสวนทางบรรยากาศที่หลายประเทศใหญ่ในยุโรปที่ประกาศจะเลิกใช้ระบบเงินสดแล้วหันมาใช้เงินผ่านบัตรในระบบดิจิตัล โดยที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรป แต่มีสกุลเงินฟรังก์สวิสของตนเอง ไม่ได้ร่วมใช้สกุลเงินยูโร ทำให้การเคลื่อนไหวของเงินฟรังก์สวิสเป็นอิสระที่มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวตามสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะที่เงินยูโรมีการอ่อนค่าลงเรื่อยๆ โดยปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปี แม้กระทั่งหลังเปิดตลาดในวันแรกของศักราชใหม่ เงินยูโรร่วงลงที่ ดอลลาร์ โดยที่ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้งในวันเปิดตลาด 2 ม.ค. โดยที่ Dollar Index อยู่ที่ 102.36 หลังจากระดับที่ลงไปปริ่มๆ ที่ระดับ 102.03 ช่วงสิ้นปีที่แล้ว

1.ธนาคารกลางสวิสพร้อมที่จะพิมพ์เงินธนบัตรเพื่อการจับจ่ายใช้สอยและความต้องการแลกเปลี่ยนมือเพื่อการทำธุรกรรมทางการเงินของภาคธุรกิจทั่วโลก ทั้งที่สวิสถูกกดดันอย่างหนักและถูกจับตาจากประชาคมประเทศที่พัฒนาแล้วที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่ทำให้เกิดการฟอกเงินทั่วโลก โดยกลุ่ม G-7 ได้ร่วมกันตั้ง FATF เพื่อติดตามมอนิเตอร์กระแสการฟอกเงินข้ามประเทศที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ทั้งนี้ เงินฟรังก์สวิสที่มีมูลค่าฉบับละ 1,000 ยังคงมีสภาพคล่องที่สามารถนำไปแลกเปลี่ยนทั่วโลกได้อย่างเสรี อย่างไรก็ตาม สำหรับการถือเงินสดเพื่อใช้จ่ายในประเทศของคนสวิสมีแนวโน้มที่ลดลงจากสัดส่วน 90% ในปี 1999 มาอยู่ที่ระดับ 60% ในปี 2016

2.นักลงทุนทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามและกังวลกับเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ได้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเมื่อปลายปีที่แล้ว และอาจปรับขึ้นอีก 3 ครั้งในปี 2017 ซึ่งผลักดันให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 14 ปี ซึ่งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์กำลังส่งผลลบกับประเทศที่มีภาระหนี้ต่างประเทศจำนวนมากที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและค่าเงินที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบเงินดอลลาร์
โดยเฉพาะหนี้โลกในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่พุ่งขึ้นมากกว่า 52 ล้านล้านดอลลาร์ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่หากเกิดปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในบางประเทศอาจลามเป็นลูกโซ่ได้
แม้แต่ผลกระทบด้านลบที่มีต่อรายได้ของบริษัทในสหรัฐที่ส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศทั่วโลกที่มีสัดส่วนถึง 47% ของยอดขายรวม เนื่องจากจะขายสินค้าได้ลดลงเพราะราคาสินค้าที่แพงขึ้นเนื่องจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีของสหรัฐในที่สุด

3.ความผันผวนในตลาดการเงินโลกจะยังมีความเสี่ยงสูง เมื่อเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเงินเยนและเงินยูโร รวมถึงอีก 14 สกุลเงินในกลุ่มประเทศพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ในสูตรตะกร้าเงินดอลลาร์สหรัฐที่มีอยู่ 16 สกุลเงิน โดยเฉพาะสกุลเงินในกลุ่ม BRICS คือจีน รัสเซีย อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้
นอกจากนี้จากความเสี่ยงที่ดอลลาร์แข็งค่านั้น จะยังส่งผลกระทบกับสถานการณ์ของการซื้อขายของตลาดบอนด์ทั่วโลกที่จะเกิดความซบเซาอย่างรุนแรง หลังจากที่บอนด์ยีลด์ 10 ปีของบอนด์รัฐบาลสหรัฐมีส่วนต่างที่พุ่งสูงขึ้นถึง 1.57% จากบอนด์ยีลด์ของกลุ่มประเทศ G-7 ซึ่งประกอบด้วยอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมัน แคนาดา ญี่ปุ่น และสหรัฐ ด้วยกันเอง
4.ถึงแม้ว่าราคาทองคำได้ปรับตัวสูงขึ้น 9% ในปี 2016 แต่ยังคงเป็นการบ่งบอกถึงความซบเซาของราคาในรอบ 12 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการที่ชะลอตัวลง สวนทางดอลลาร์ที่แข็งค่าจากแรงหนุนของแนวนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐของโดนัลด์ ทรัมป์ และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ โดยที่ราคาทองในวันเริ่มต้นปีใหม่ล่าสุดทรงตัวที่ 1,151 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ราคาทองในปีที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นไปสูงสุดที่ 1,334 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 8 พฤศจิกายนตรงกับวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ทำให้ราคาทองในขณะนั้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี แต่หลังจากนั้นก็ดิ่งลงหลุดระดับ 1,100 ดอลลาร์ก่อนที่ดันราคาขึ้นในช่วงส่งท้ายปี
อย่างไรก็ตาม การทำนายราคาทองในอนาคตยังคงมีสองด้าน โดนมุมมองหนึ่งคาดว่าราคาทองจะลดลงต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะธนาคารกลางใหญ่ๆของโลกยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบการเงินโลกเพื่อดึงดอกเบี้ยต่ำโดยเฉพาะจากทางยุโรปและญี่ปุ่น แต่อีกมุมองหนึ่งเชื่อว่าแรงกระตุ้นของเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในอนาคตจะยังคงส่งผลให้ราคาทองมีโอกาสเด้งกลับมาสูงขึ้นได้อีกครั้ง

5.เกิดแรงปั่นหุ้นยุโรปในวันเปิดตลาดปีใหม่ 2 มกราคม ในขณะที่ตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลกทั้งในเอเชียและสหรัฐยังคงปิดตลาดช่วงเทศกาลปีใหม่นั้น ตลาดหุ้นยุโรปยกเว้นตลาดลอนดอนและตลาดหุ้นของสวิสที่ยังปิดทำการนั้น โดยที่มีการสั่งซื้อจำนวนมากเขามาส่งผลให้ตลาดยุโรปหายจากความซบเซา ดัชนี Euro Stoxx 50 เพิ่มขึ้น 0.55% โดยเฉพาะดัชนี DAX ของเยอรมันพุ่งขึ้นถึง 1.02% หุ้น CAC 40 ของฝรั่งเศสที่เพิ่มขึ้น 0.41% ท่ามกลางการเก็งว่าผลผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของยุโรปจะกระเตื้องขึ้นในปี 2017 นี้






ข่าวล่าสุด