เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทรัมป์" ยังห่วงว่างงาน ฟื้นลงทุนรัฐ-ดึงบ.อเมริกันกลับบ้าน

28 ธ.ค. 2559 | te

"ทรัมป์" ยังห่วงว่างงาน ฟื้นลงทุนรัฐ-ดึงบ.อเมริกันกลับบ้าน

โครงสร้างการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบทศวรรษ จากรายงานของสองนักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Harvard และ Princeton ทั้ง Lawrence Katz กับ Alan Krueger ที่พบว่า 94% ของการจ้างงานสุทธิของคนอเมริกันที่เพิ่มขึ้นใหม่ 15 ล้านคนในช่วง 10 ปีระหว่างปี 2005-2015 เป็นลักษณะงานที่เป็นทางเลือกที่เรียกว่า Alternative Work หรือสัญญาว่าจ้างงานแบบชั่วคราว

โดยที่ Alterative Work ซึ่งเป็นการจ้างงานในลักษณะการทำสัญญาจ้างชั่วคราวที่ทำเป็นรายบุคคลหรือเป็นบริษัท รวมถึงเป็นการว่าจ้างงานที่เป็นอิสระ (freelances) ทำให้สัดส่วนของการจ้างงานแบบที่เป็นทางเลือกนี้ได้เพิ่มขึ้นจาก 10.7% ในปี 2005 เป็น 15.8% ในปี 2015

1.หลังสหรัฐเกิดวิกฤติ 2 ครั้งซ้อน จากภาวะเก็งกำไรอย่างร้อนแรงในหุ้นเทคโนโลยี หรือหุ้นดอทคอมช่วงปี 1997-2000 จนในที่สุดเกิดภาวะฟองสบู่แตกในเดือนมีนาคมปี 2000 หลังจากนั้นเศรษฐกิจสหรัฐค่อยๆ ฟื้นตัวในปี 2005 ก่อนที่จะเกิดวิกฤติซับไพรมส์จากฟองสบู่แตกในภาคอสังหาริมทรัพย์ และวิกฤติการเงินควบคู่กันเมื่อเกิดการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์สในปี 2007-2008 โดยเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวในปี 2015
Alan Krueger เคยเป็นที่ปรึกษาทำเนียบขาวในฐานะประธานสภาที่ปรึกาเศรษฐกิจในยุคของบารัก โอบามา โดยเป็นหนึ่งในผู้จัดทำรายงานค่อนข้างเซอร์ไพรส์กับการวิจัยที่พบว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ลักษณะการว่าจ้างงานคนอเมริกันที่เกิดขึ้นเป็นแบบพาร์ตไทม์ที่เรียกว่า Alternative Work โดยเฉพาะ 94% ของการจ้างงานสุทธิของคนอเมริกันที่เพิ่มขึ้นใหม่ หรือราว 10 ล้านคนในทศวรรษที่แล้ว ทำในรูปแบบที่เป็นสัญญาว่าจ้างกับบุคคลหรือเป็นบริษัท รวมถึงเป็นการว่าจ้างงานที่เป็นอิสระ

2.โดยงานวิจัยดังกล่าวค่อนข้างแตกต่างจากประธานธนาคารกลางสหรัฐ เจเน็ต เยลเลน กล่าวในการแถลงข่าวหลังการประชุมเฟดครั้งสุดท้ายช่วงกลางเดือนธัรวาคมว่า ถึงแม้ว่าเฟดมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% แต่แนวโน้มการว่างงานที่ปรับลดลงที่ระดับ 4.6% จะดีขี้นต่อไป เนื่องจากเศรษฐกิจที่เติบโตในระดับปัจจุบันจะยังคงเอื้อให้เกิดการจ้างงานอย่างเต็มที่ในอนาคต ซึ่งหมายการจ้างงานที่เป็น Full Time
อย่างไรก็ตามนโยบายการอัดฉีดเงินมหาศาลผ่าน QE และการตรึงดอกเบี้ยระดับใกล้ 0% เป็นเวลานานๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับถูกวิจารณ์ว่าจะส่งให้ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นและนำมาสู่การกระทบเชิงลบกับภาวะจ้างงานของคนเมริกันอีก
ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเป็นเป้าหมายจะฟื้นฟูการลงทุนใหม่ทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน และดึงดูดให้บริษัทอเมริกันที่ไปลงทุนนอกสหรัฐ กลับเข้ามาลงทุนในประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานเพิ่มอีกนับล้านตำแหน่งงาน โดยใช้นโยบายการคลังตามแผนการใช้งบประมาณขาดดุล 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ และใช้เงินลงทุนในสาธารณูปโภคและสาธารณูปการอีก 1 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 10 ปีข้างหน้า รวมถึงมาตรการลดภาษีอีกด้วย

3.ต่อกรณีโครงสร้างปรากรคนอเมริกันนั้น ปรากฎว่า 70% เป็นผูบริโภคในด้านการบริการ โดยที่พฤติกรรมผู้บริโภคชาวอเมริกันตลอดช่วง 75 ปีระหว่างปี 1941-2014 จากรายงานของ howmuch.net ชี้ว่า การใช้จ่ายเงินของคนอเมริกันที่สัมพันธ์กับรายได้ จัดลำดับการให้ความสำคัญนั้น ประกอบด้วยอันดับหนึ่งเป็นการใช้จ่ายเพื่อที่อยู่อาศัย อันดับสองเป็นด้านการขนส่งและยานพาหนะ อันดับสามเป็นด้านอาหาร อันดับสี่เป็นทางด้านเสื้อผ้า อันดับห้าเพื่อการดูแลสุขภาพ อันดับหกด้านสันทนาการและบันเทิง อันดับเจ็ดเป็นการใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด อันดับแปดด้านดูแลบุคคลิกภาพ อันดับเก้าด้านการศึกษา และอับดับสิบเป็นการใช้จ่ายด้านยาสูบบุหรี่
ยกเว้นในปี 1941 ที่การใช้จ่ายด้านอาหารมีมากเป็นอันดับหนึ่งคือ 8,311 ดอลลาร์ ส่วนด้านที่อยู่อาศัยในปีนั้นมีการใช้จ่าย 7,535 ดอลลาร์เป็นอันดับสอง โดยที่ในปี 1961 มีการใช้จ่ายในเรื่องเสื้อผ้า 4,157 ดอลลาร์ซึ่งหลังจากนั้นความต้องการใช้ก็มีจำนวนที่ลดลงตามทิศทางของอัตราเงินเฟ้อ
แต่มีข้อน่าสังเกตว่าการใช้จ่ายด้านการศึกษาได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจาก 242 ดอลลาร์ในปี 1941 เป็น 1,236 ดอลลาร์ในปี 2014

4. นับจากที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง บวกกับการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันโลกยืนเหนือระดับราคา 53-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลซึ่งเป็นผลมาจากข้อตกลงการลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกและนอกโอเปกที่นำโดยรัสเซียในปริมาณ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะมีผลในต้นปี 2017 นั้น นักวิเคราะห์ได้ทำนายว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้นในปีหน้าด้วยนั้น
แต่หลังจากที่จีนมีแนวโน้มว่าจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในปี 2017 ซี่ง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ยอมรับว่าจีดีพีของจีนในปีนี้จะขยายตัวที่ 6.5% และขยายตัวในระดับนี้จนถึงปี 2020 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 6.7% ในปีนี้ ราคาสินคาโภคภัณฑ์จำพวกโลหะก็ร่วงลงอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นราคาสังกะสีร่วงลง 22% เหล็กเส้นร่วงลง 20% เหล็กแผ่นน่วงลง 20% ทองแดงร่วงลง 13% และถ่านหินจากจีนดิ่งลง 25%

5.ดาวโจนส์ไปไม่ถึงฝันที่ระดับ 20,000 หลังจากใช้ความพยายามถึง 10 วันติดต่อกัน กลับมาเปิดตลาดในวันอังคารโดยปิดที่ 19,945 เพิ่มขึ้น 11 จุดหรือ 0.06% ด้วยบรรยากาศซื้อขายที่ซบเซาเหลือปริมาณต่ำสุดที่ 1.8 ล้านหุ้น เทียบกับปริมาณซื้อขายต่อวันในปีนี้เฉลี่ยที่ 3.9 ล้านหุ้น ส่วน S&P 500 ปิดที่ 2,268 บวก 0.22% และ Nasdaq ปิดที่ 5,487 บวก 0.45%
ส่วนราคาทองมีการปรับขึ้นกว่า 10 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 1,144 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงเปิดตลาดวานนี้ แต่เมื่อปิดตลาดย่อตัวลงที่ 1,138 ดอลลาร์เพิ่มขึ้น 5.20 ดอลลาร์ หลังจากที่รอยเตอร์สรายงานในสัปดาห์ก่อนถึงคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปในกรุงบรัสเซลส์มีมติให้ควบคุมอย่างเข้มงวดต่อการนำเงินสดและโลหะมีค่าเข้าสู่ยุโรป เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการเงินของกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรง โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ใช้รถบรรทุกพุ่งชนผู้คนในตลาดคริสต์มาสกลางกรุงเบอร์ลินที่ถูกเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ข่าวล่าสุด