ขณะเดียวกันรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ กลับอนุมัติงบประมาณกลาโหมก้อนใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 5.13 ล้านล้านเยน เพื่อป้องกันและการเผชิญภัยคุกคามจากนิวเคลียร์เกาหลีเหนือ รวมถึงข้อพิพาทในทะเลกับจีน
ด้านแบงก์อิตาลีวิกฤติหนัก จนกระทั่งรัฐสภาอิตาลีต้องอนุมัติ Rescue Fund ก้อนแรกวงเงิน 2 หมื่นล้านยูโรอุ้มแบงก์ ขณะที่รัฐบาลเตรียมประชุมครม.เร่งด่วนวันนี้ถกแผนเข้าถือหุ้นใหญ่อุ้มแบงก์ Banca de Monte Paschi ที่มีขนาดใหญ่อันดับที่สาม
1.กระทรวงการคลังญี่ปุ่นเปิดเผยล่าสุดเกี่ยวกับการเตรียมแผนที่จะขายพันธบัตรรัฐบาลในปีงบประมาณ 2017 จำนวน 154 ล้านล้านเยน จากที่เคยกำหนดไว้เบื้องต้นในวงเงิน 162.2 ล้านล้านเยน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 1998 เนื่องจากความต้องการก่อหนี้ในประเทศลดลง แต่ยีงคงต้องการรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำไปจนถึงอัตราดอกเบี้ยที่ติดลบต่อไป
โดยเฉพาะการลดวงเงินการออกพันธบัตรหรือบอนด์รัฐบาลอายุ 20-10-5-2-1 ปี แต่จะเพิ่มสัดส่วนการออกบอนด์ระยะยาวที่มีอสยุ 40 ปีและคงจำนวนบอนด์อายุ 30 ปีไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงของปีญหาเงินเฟ้อในอนาคตซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นยังคงรักษาเป้าหมายที่ระดับ 2%
ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นกลับอนุมัติงบกลาโหมก้อนโต 5.13 ล้านล้านเยน เพิ่มขึ้น 1.4% นับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน เนื่องจากความพยายามของรัฐบาลชินโซ อาเบะ ที่จะทำให้กองทัพแข็งแกร่ง จากการที่ถูกรัฐธรรมนูญหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จำกัดศักยภาพในการป้องกันตนเอง ซึ่งญี่ปุ่นต้องการเตรียมพร้อมรับมือกรณีหวาดระแวงต่อเกาหลีเหนือที่ทำการทดลองนิวเคลียร์และทดลองขีปนาวุธ และเพื่อจะปกป้องหมู่เกาะเซนกากุหรือเตียวหยูในทะเลจีนตะวันออกที่ทั้งญี่ปุ่นและจีนต่างอ้างสิทธิทับซ้อนกัน
2.สืบเนื่องจากการที่เงินเยนได้อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วในปีนี้ขากระดับเงินเยนที่ 104 ไปแตะระดับ 118 เยนต่อดอลลาร์เนื่องเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าย่างรวดเร็วนับตั้งแต่การเลือกตั้งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะได้เป็นประธานาธิบดี ประกอบกับการคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือ BOJ ยังคงดอกเบี้ยติดลบที่ 0.1% และวงเงิน QE เพื่อซื้อบอนด์รัฐบาลและสินทรัพย์ทางการเงินของธุรกิจเอกชนขำนวน 80 ล้านล้านเยนต่อปี
ท่ามกลางเศรษฐกิจญี่ปุ่นไตรมาส 3 ปีนี้เติบโตเกินคาด โดยขยายตัว 2.2% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 0.9% และเทียบกับ 0.7% ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากแรงหนุนของกการส่งออกที่คึกคักเพิ่มขึ้น แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศยังซบเซา จากที่การบริโภคในภาคเอกชนซึ่งมีสัดส่วนน้ำหนักต่อจีดีพีถึง 60% ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.1% ทำให้ภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ชัดเจน แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ประเมินว่าเป็นทิศทางเศรษฐกิจกำลังดีขึ้น หลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะถดถอยและติดกับดักเงินฝืดนานถึง 25 ปีมาแล้ว
3.อิตาลีตั้งกองทุน Rescue Fund วงเงิน 2 หมื่นล้านยูโร กู้วิกฤติแบงก์ หวังรับมือหนี้เสียกองโตกว่า 3.6 แสนล้านยูโรในระบบแบงก์ เร่งรัดภารกิจแรกเข้าอุ้มแบงก์ Banca de Monte Paschi ซึ่งเป็นแบงก์เก่าแก่ที่สุดในโลกและใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอิตาลี หลังจากที่ความพยายามของเอกชนในการระดมเงินเพิ่มทุน 5 พันล้านยูโรล้มเหลว เมื่อไม่สามารถดึงดูดให้กองทุนความมั่งคั่งของกาตาร์เข้ามาร่วมลงทุนได้
ในที่สุดขณะที่รัฐบาลอิตาลีเตรียมประชุมครม.เร่งด่วนวันนี้ ถกรับแผนการเข้ามาอุ้ม Banca de Monte Paschi เป็นของรัฐ หรือ Nationalized Bank ในสัดส่วน 50-70% โดยใช้สูตรแปลงหนี้แปลงทุน และอัดฉีดเม็ดเงินใหม่เพื่อการถือหุ้นเพิ่มทุนอีก 2 พันล้านยูโร เพื่อรับมือกับหนี้เสียของแบงก์แห่งนี้จำนวน 2.8 หมื่นล้านยูโร และเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ฝากเงินซึ่งปรากฎว่ามีเงินฝากถูกถอนไปแล้วถึง 1.5 หมื่นล้านยูโรหรือราว 11% ของเงินฝากทั้งหมด นับตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้ จนส่งผลให้แบงก์ต้องขาดแคลนสภาพคล่องอย่างรุนแรง
แต่คำถามที่ตามมาก็คือ Rescue Fund 2 หมื่นล้านยูโรที่ผ่านการอนุมัติของรัฐสภาอิตาลีเมื่อวันพุธที่ผ่านมานั้น อาจไม่เพียงพอ เนื่องจากมีแบงก์มากถึง 500 แห่งยังมีฐานะอ่อนแอต้องเข้าข่ายเร่งมือในการปฏิรูป ขณะที่พนักงานแบงก์ระหว่าง 50,000-150,000 คนส่อถูกปลดออกจากงาน ทำให้กองทุน Rescue Fund อาจต้องเพิ่มวงเงินเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 แสนล้านยูโรในที่สุด
4.จับตาล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แต่งตั้ง Peter Navarro นักเศรษฐสาสตร์ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์จีนอย่างรุนแรงเข้ามาเป็นที่ปรึกษาในสภาการค้าระหว่างประเทศแห่งชาติ หรือ National Trade Council ทำให้ถูกมองว่านี่เป็นจุดแรกที่จะทำให้สหรัฐกำลังเปิดศึกการค้ากับจีน ซึ่ง Peter Navarro มีแนวคิดแบบเดียวกับทรัมป์ที่เชื่อว่าจีนปั่นเงินหยวนอ่อนค่าเพื่อรักษาความได้เปรียบทางด้านการค้าระหว่างประเทศ
รวมถึงการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อตอบโต้การค้า หากเกิดกรณีที่สหรัฐยึดถือว่าเป็นการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่นมาตรการขึ้นภาษีปกป้องการดัมพ์ตลาดตั้งแต่ 10% ไปจนถึง 45%
5.ดาวโจนส์ไปไม่ถึงฝันที่ระดับดัชนี 20,000 ปิดตลาดในแดนลบที่ 19,918 ลดลง 23 จุดหรือ -0.12% S&P 500 ปิดที่ 2,260 หรือ -0.19% และ Nasdaq ปิดที่ 5,447 หรือ -0.44% ตามทิศทางการปรับลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลก จากความกังวลในวิกฤติแบงก์อิตาลีที่ทำให้รัฐบาลต้องงัดแผน Nationalization เข้าอุ้มแบงก์ Banca de Monte Paschi
นอกจากนี้ Dollar Index เริ่มปรับตัวอ่อนค่าลงต่ำกว่า 103 ที่ระดับ 102.94 และบอนด์ยีลด์ 10 ปีรัฐบาลสหรัฐก็ปรับตัวลดลงที่ 2.54% หลังจากปริมาณซื้อขายในตลาดเริ่มเบาบางลงช่วงใกล้วันคริสต์มาส