เนชั่นทีวี

ข่าว

นักลงทุนทั่วโลกสับสน นโยบาย "ทรัมป์" ทำค่าเงินดอลแข็งเกิน

22 ธ.ค. 2559 | te

นักลงทุนทั่วโลกสับสน นโยบาย "ทรัมป์" ทำค่าเงินดอลแข็งเกิน

นักลงทุนทั่วโลกเริ่มจับตาการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐด้วยความกังวลอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ขณะที่บรรดาเทรดเดอร์ในตลาดบอนด์และตลาดค้าเงินเริ่มมึนงงกับปัญหาในอนาคตที่ซับซ้อนและมีความยุ่งยากมากขึ้น หลังจากที่มูลค่าหุ้นตามราคาตลาด หรือ Market Cap มีขนาดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นมูลค่ากว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเพีบง 6 สัปดาห์นับจากช่วงเวลาที่โดนัลด์ ทรัมป์ มีชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

ในจังหวะเดียวกับที่ราคาบอนด์ทั่วโลกที่มีราคาดิ่งลงรุนแรง จนทำให้บรรดานักลงทุนเกิดภาวะการขาดทุนมหาศาลเช่นเดียวกันเป็นจำนวนมากกว่า 1.2 ล้านล้านดอลลลาร์ในช่วงเวลาย้อนหลังไป 12 เดือนจนถึงเดือนกันยายนที่ผ่านมา
1. ในที่สุดตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวในแดนลบและไม่สามารถผ่านจุดทดสอบที่ระดับดัชนีดาวโจนส์ 20,000 ทำให้ตลาดคลายกังวลลงเล็กน้อยหลังจากที่มีการทำสถิติใหม่รายวันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดบอนด์ไปเข้าสู่ตลาดหุ้น โดยวอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่าในช่วงเวลาเพียง 6 สัปดาห์ Market Cap ของตลาดหุ้นโลกมีขนาดใหญ่พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 2.5 ล้านล้านดอลลาร์โดยเฉพาะเม็ดเงินส่วนใหญ่ได้ไหลเข้าตลาดหุ้นสหรัฐเพราะแรงหนุนจากการคาดการณ์ในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐของทรัมป์ และจากปัจจัยการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ในรอบ 14 ปีขณะเดียวกันกับที่ความคิดเห็นของเหล่าเทรดเดอร์กลับมีความกังวลมากขึ้นเนื่องจากแรงเทขายที่โหมใส่ตลาดบอนด์ย่างหนักหน่วง จนทำให้เกิดผลการขาดทุนในตลาดบอนด์ที่มีจำนวนมากถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งในที่สุดอาจจะส่งผลต่อนโยบายของทรัมป์ในอนาคตเนื่องจากความผันผวนที่จะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในตลาดการเงินของสหรัฐเองโดยดาวโจนส์ปิดตลาดเมื่อวันพุธที่ 19,941 ลดลง 32 จุด หรือ -0.16% S&P 500 ปิดที่ 2,265 หรือ -0.25% และ Nasdaq ปิดที่ 5,471 หรือ -0.23%2. หลังจากที่ค่าเงินยูโรดิ่งลงอย่างรวดเร็วมาอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 13 ปีมาอยู่ที่ 1.0394 ดอลลาร์เมื่อวันอังคาร จากที่เคยอยู่ในช่วงกลางปีที่ 1.1494 ดอลลาร์ร่วงที่ 1.1159 ดอลลาร์ช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธืบดีสหรัฐ โดยกลับมาทรงตัวที่ 1.04 โดยที่ทั้ง Morgam Stanley และ Goldmsn Sachs ทำนายว่าการอ่อนค่าของเงินยูโรจนถึงระดับเสมอภาค 1 ต่อ 1 ดอลลาร์มีโอกาสจะเกิดขึ้นในในปี 2017 ส่วนดอยช์แบงก์มองว่าจะอ่อนค่าลงไปลึกกว่าที 0.95 ดอลลาร์ต่อยูโร เนื่องจากปัญหาเงินทุนไหลออกที่เกิดขึ้นรุนแรงและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแต่สำหรับ HSBC กลับมีมุมมองที่แตกต่างว่า ดอลลาร์มีการแขฌงค่ามากเกินไป หรือ overvalued เมื่อเทียบกับสกุลเงินในกลุ่ม G10 (G10 Currencies) ไม่ควรเกิดขึ้นไปมากกว่านี้อีก เช่นเดียวกับ UBS ของสวิส ที่คาดว่าเงินยูโรจะเคลื่อนไหวที่ 1.20 ดอลลาร์ในช่วงปลายปีหน้า เพราะมาตรการ WE ของธนาคารกลางยุโรปที่จะยังคงซื้อบอนด์ในตลาดการเงินยุโรปต่อไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปี 2017 ในวงเงินเดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร บวกกับปัญหาการอ่อนค่าของเงินปอนด์อังกฤษหลังทำประชามติ Brexit แยกตัวจากสหภาพยุโรปG10 Currencies ประกอบด้วย ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร เยน ปอนด์ สวิสฟรังก์ ดอลลาร์ออสเตรเลีย ดอลลาร์แคนาดา สวีดิชโครน่า ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และนอรเวย์โครน
3. อย่างไรก็ตาม การทำนายว่าทิศทางเงินดอลลาร์จะยังคงแข็งค่าต่อเนื่องภายใต้นโยบายของทรัมป์ โดยที่ Dollar Index แข็งค่ามากกว่า 5% เพียงเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง และเป็นการแข็งค่าขึ้นในรอบ 14 ปี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงในช่วง 1979 และ 1997 ซึ่งในครั้งนั้นเงินดอลลาร์พุ่งแข็งค่าถึง 30% และ 20% ตามลำดับมาแล้ว โดยที่ล่าสุด Dollar Index แม้จะอ่อนตัวลงแต่ก็ยังทรงตัวที่ระดับ 103.22 จากที่ขึ้นไปสูงถึง 103.62 ในช่วงต้นสัปดาห์นี้
4. เปิดสถานภาพของธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB มีการเข้าซื้อหลักทรัพย์ของธุรกิจเอกชนไปแล้วถึง 773 บริษัท เป็นมูลค่ามากกว่า 5.03 หมื่นล้านยูโร หรือเท่ากับ 9.2% ของมูลค่าที่เข้าไปซื้อใน European corporate bond market ทั้งหมด 5.49 แสนล้านยูโรส่งผลให้การซื้อสินทรัพย์ทางการเงินทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนตามโปรแกรม QE ทำให้ฐานะงบดุล หรือ Balance Sheet ของอีซีบีที่อัดฉีดเงินเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจและกอบกู้วิกฤติแบงก์ของกลุ่มยูโรโซน 17 ประเทศนั้นบานปลายเป็นเม็ดเงินมากถึง 3.61 ล้านล้านยูโร หรือเป็นสัดส่วน 35% ของจีดีพีในกลุ่มยูโรโซน
5. นักวิเคราะห์ค่าเงินหลายคนเชื่อว่าแนวโน้มของเงินหยวนจะอ่อนค่าลงในปี 2017 โดยเฉพาะนักวิเคราะห์จากดอยแบงก์คาดว่าเงินหยวนจะร่วงลงแคะระดับ 8 หยวนต่อดอลลาร์ในปีหน้าจากกระแสเงินทุนไหลออกและฐานะทุนสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงต่ำกว่าระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์ โดยที่เงินหยวนเป็นอีกหนึ่งสกุลเงินที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2015 จากรายงานของบลูมเบิร์กชี้ว่าในปี 2016 นี้เงินหยวนได้อ่อนค่าลงถึง 7%

ข่าวล่าสุด