เนชั่นทีวี

ข่าว

"PRIMETIME กับ เทพชัย" นักโทษข่มขืน..บำบัดหรือกำจัด? PART1

21 ธ.ค. 2559 |

"PRIMETIME กับ เทพชัย" นักโทษข่มขืน..บำบัดหรือกำจัด? PART1

คดีข่มขืนที่เกิดขึ้นครั้งแล้ว ครั้งเล่า และดูเหมือนจะยังไม่มีทีท่าว่าจะลดบรรเทา มัน จึงกลายเป็นคำถามถึงกระบวนการยุติธรรมว่า จัดการกับคดีข่มขืนอย่างไร แล้วทำไม พวกเค้าจึงมักกลายเป็นคนก่อเหตุซ้ำในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ในทุกครั้งของคดีข่มขืน ยังมีคำถามตามมาว่า โทษที่มีอยู่ สมแล้วหรือไม่กับความรุนแรงที่พวกเค้าก่อเหตุ และหากคำตอบของมันคือใช่ พวกเค้าได้รับโทษตามนั้นจริงหรือไม่

ชายทั้ง 5 คนนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันทั้งหมดเป็นนักโทษในข้อหาข่มขืนและฆาตกรรม
"วันชัย แสงขาว" พนักงานการรถไฟก่อเหตุสะเทือนขวัญ ข่มขืน "น้องแก้ม" เด็กนักเรียนวัย 13 ปี ก่อนโยนเธอออกนอกหน้าต่างขบวนไฟที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2557  
"หนุ่ย" หรือ "ติ๊งต่าง" ข่มขืนและฆ่า  "น้องการ์ตูน" เด็กหญิงวัยเพียง 6 ขวบ ก่อนทิ้งศพหมกป่าหญ้าซอยลาซาล เมื่อในเดือนธันวาคม 2556 
"ชาตรี ร่วมสูงเนิน" พยายามข่มขืนและฆ่าครูสาวในหอพักที่จังหวัดสระบุรีในเดือนกุมภาพันธ์ 2559
"ธนพล นิลพัฒน์" ข่มขืนผู้ช่วยพยาบาลอายุ 18 ปี ในห้องพักย่านประเวศ กรุงเทพมหานคร ในเดือนกันยายน 2559 
และในเดือนเดียวกัน "อภิรักษ์ กระจายสี" ฆ่าปาดคอพนักงานโฮสเตสรถทัวร์ ในห้องพัก  ย่านจตุจักรหลังพยายามข่มขืนเธอ อีกสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันของทั้ง 5 คนคือ ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนเหล่านี้ก่ออาชญากรรม และไม่ใช่ครั้งแรกที่คนเหล่านี้ข่มขืนหรือพยายามข่มขืนเหยื่อ
ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการลดโทษหรืออภัยโทษเหมือนในอดีต  อีกเวลาเพียงไม่กี่ปี ทั้ง 5 คนก็คงเดินออกมาสู่อิสรภาพอีกครั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้   และไม่มีหลักประกันอะไรทั้งสิ้นว่าพวกเขาจะไม่กลับไปก่อเหตุอีก 
วันชัย รับสารภาพว่าเคยข่มขืนพนักงานหญิงของการรถไฟแห่งประเทศไทยมาแล้ว 2 คนก่อนหน้านี้ และยังต้องโทษคดีค้ายาเสพติด 2 ครั้ง  
"ติ๊งต่าง"  ยอมรับว่าเคยก่อคดีข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และติดคุกมาแล้วนับ 10 ครั้ง
และชาตรี เพิ่งพ้นโทษจำคุกจากคดีข่มขืนภรรยาเพื่อน ในปี 2556  ก่อนก่อเหตุซ้ำและรุนแรงกว่าเดิม
ค่อนข้างชัดเจนว่าการติดคุกอาจจะเพียงแค่ทำให้คนเหล่านี้สูญเสียอิสรภาพชั่วคราว แต่ไม่ได้มีผลในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม  และอาจเป็นคำตอบส่วนหนึ่งว่าทำไมคดีข่มขืนถึงมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกที
ไพร์มไทม์ได้รับการยืนยันว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตำรวจทั่วประเทศได้รับแจ้งเหตุข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศเฉลี่ยปีละ 4,000 คดี ซึ่งหมายความว่าเฉลี่ยทุก 2 ชั่วโมงจะมีเหตุข่มขืน หรือล่วงละเมิดทางเพศ เกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง และใน 4,000 คดีนี้ ตำรวจจับตัวผู้ต้องสงสัยได้เพียงร้อยละ 60 เท่านั้น 
เฉพาะปี 2559 ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน  มีคดีข่มขืนกระทำชำเราเกิดขึ้น 1,068 คดี และตำรวจจับกุมตัวผู้ต้องสงสัยได้เพียง 689 คดี แต่ตัวเลขทั้งหมดเป็นเพียงคดีที่มีการแจ้งความเท่านั้น 
พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงษ์ พูตระกูล ประธานบริหารหลักสูตรอาชญวิทยาและบริหาร งานยุติธรรม ม.รังสิต บอกกับไพร์มไทม์ว่า "ถ้าดูสถิติที่เกิดขึ้นจริงๆ อาจจะตกใจ รวมถึงกรณีที่ไม่ได้แจ้งเหตุกับตำรวจ เราจะตกใจ เพราะมันมีจำนวนสูงมากกว่าที่คิด  ยิ่งถ้าไปดูการสำรวจข้อมูลสถิติของไทยช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เมื่อคำนวณเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศจะพบว่าเกิดคดีข่มขืนขึ้นจริงกว่า3 หมื่นคดีในแต่ละปีเท่ากับว่าอาจมีคดีข่มขืนที่ไม่มีการแจ้งความกับตำรวจถึง 87% พูดง่ายๆก็คือ เวลาก่อเหตุแล้ว คนมักอับอาย และไม่ไปแจ้งความดำเนินคดี เพราะกลัวอับอายและเสียชื่อเสียง ตัวเลขที่รายงานจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น"
เฉพาะสถิติถิของคดีข่มขืนก็สร้างความกัววลใจให้กับคนในสังคมมากพออยู่แล้ว  แต่ความจริงที่ว่าหลายคดีเป็นการกระทำผิดซ้ำของคนที่ได้รับการลดหย่อนโทษหรืออภัยโทษก็ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่าอะไรอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านี้
ในคดีข่มขืนล่าสุดในพื้นที่ตลิ่งชันที่มีนักท่องเที่ยวหญิงชาวออสเตรเลียเป็นเหยื่อ  ตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยเป็นอดีตนักโทษที่เพิ่งจะพ้นโทษในข้อหาข่มขืนออกมาได้เพียงสองเดือนเท่านั้น 
พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงษ์ พูตระกูล ประธานบริหารหลักสูตรอาชญวิทยาและบริหาร งานยุติธรรม ม.รังสิต บอกกับไพร์มไทม์ว่า "อัตราการกระทำผิดซ้ำเกิดขึ้นมาพอสมควร ในคดีข่มขืน แต่ที่หนักจริงๆมักจะเป็นคดียาเสพติด ถ้าจะถามถึงสาเหตุของการก่อเหตุซ้ำ ก็ต้องบอกว่า เป็นทั้งสภาวะทางกาย อาการเจ็บป่วยทางจิตใจ และการไม่ยอมรับจากสังคม โดยเฉพาะอาการทางจิต หลายคดีพบว่าผู้ต้องหา เคยมีปมทางจิตใจในอดีต บางคนเคยถูกกระทำชำเราตั้งแต่เด็ก แล้วเกิดภาวะฝังใจ แล้วก่อพฤติกรรมเมื่อโตขึ้น อันนี้ต้องตรวจสอบเชิงลึก จากแพทย์ เพื่อพิสูจน์ปมในวัยเด็ก ที่เป็นแรงเก็บกด และกระตุ้นการก่อเหตุให้เกิดขึ้นในตอนโต"
นอกจากการคุมขังคนเหล่านี้  โอกาสที่บำบัดอาการทางจิตหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเหล่านี้มีแค่ไหน
"นักโทษคดีข่มขืน เปรียบเสมือนผ้าขาว ถ้าเค้ามีรอยแปดเปื้อนไม่มาก โอกาสจะซักผ้าให้กลับมาขาวดังเดิม ก็เป็นไปได้ แต่คนที่มีรอยเปื้อนเยอะเต็มไปหมด แม้จะเป็นไปได้ แต่ค่อนข้างยาก และต้องใช้เวลา และใช้การรักษาควบคู่กันกับทางการแพทย์ด้วยการใช้ยา และการให้โอกาสในชีวิตจากสังคมรวมกัน ซึ่งยากมาก"
อาการทางจิตอาจจะไม่ใช่เพียงแค่สาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ  อดีตนักโทษหลายคนเชื่อว่าแรงกดดันหรือการปฏิเสธจากคนในสังคมมีส่วนผลักดันให้คนเหล่านี้ตกอยู่ในวัฎจักรของความเลวร้ายนี้
อดีตนักโทษคดีข่มขืน บอกกับไพร์มไทม์ว่า "แม้แต่ในเรือนจำ นักโทษคดีข่มขืนทุกคนยังโดนรังเกียจ ไม่มีสังคมในคุก ไม่มีเพื่อน แม้แต่จะนอนจะกิน ยังไม่มีใครจะร่วมด้วย พวกเรารู้หมด เวลาที่มีนักโทษเข้ามาใหม่ว่าต้องโทษในคดีอะไร แล้วพี่คิดดูสิว่า สังคมข้างนอก จะหนักขนาดไหน ผมคิดว่าการไม่ให้โอกาสจากสังคม การตัดสินผู้พ้นโทษจากสังคม นี่คือสาเหตุสำคัญ ที่หลายคน รวมถึงเพื่อนๆผม ตัดสินใจกลับไปทำผิดซ้ำ ก่อคดีแบบเดิม แล้วก็กลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำอีกครั้ง ผมเชื่อว่าทุกคนเป็นคนดี และทุกคนตั้งใจ เมื่อเข้าคุก ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน ว่าเฝ้ารอ ขอให้ได้ออกไปหาอิสรภาพ แต่เมื่อออกไป มันไม่ใช่ มันไม่ได้รับการยอมรับ ผมเคยไปสมัครงานเป็นสิบๆแห่ง พอเค้าเปิดประวัตรเค้าก็ไม่รับ ซึ่งผมก็เข้าใจนะ เข้าใจคนในสังคม เป็นใคร ใครก็กลัวแม้เรือนจำมันจะหนักหนาสาหัส โดนรังเกียจ แต่มันก็ยังมีข้าวกินนะ"
ถ้าระบบราชทัณฑ์ที่มีอยู่ไม่สามารถทำให้ผู้กระทำผิดเหล่านี้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง  การลงโทษอย่างรุนแรงจะเป็นทางออกได้หรือไม่ หลายคนเชื่อว่าการจบชีวิตของคนที่กระทำผิดในข้อหาข่มขืน น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เกิดคดีข่มขืนที่สะเทือนความรู้สึกของคนในสังคม ก็จะตามมาด้วยกระแสเรียกร้องให้ลงโทษผู้กระผิดด้วยการประหารชีวิต "ข่มขืนเท่ากับประหาร" จึงเป็นเสียงของการรณรงค์ได้เราได้ยินบ่อยมากขึ้น
"บุ๋มคิดว่า มันถึงเวลาที่จะเพิ่มโทษ ข่มขืนเท่ากับประหาร เพื่อให้คนเหล่านึ้หลาบจำสักที คุณคิดดู ว่าหากเกิดขึ้นกับญาติๆ น้องสาว พี่สาว คนที่คุณรัก คุณจะรู้สึกยังไง นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ ที่ออกมาปราม อาจยังไม่เคยประสบเหตุการณ์จริงด้วยตัวเอง ถ้าคุณเจอกับตัวเอง คุณลองจินตนาการถึงความรู้สึกในใจคุณดู" ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กล่าว
ทุกวันนี้การข่มขืนเป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 -20 ปี และหากการข่มขืนนั้นทำให้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตการลงโทษจะถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตและประหารชีวิต
สิถิติคดีข่มขืนที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่าบทลงโทษที่หนักอยู่แล้วไม่ได้มีส่วนมากนักในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเป็นเพราะว่าในเกือบทุกกรณี ไม่มีผู้กระทำผิดคนไหนต้องรับโทษจริงครบตามคำพิพากษาของศาล ระบบการลดหย่อนโทษ และการอภัยโทษ ที่มีอยู่ทำให้ผู้กระผิดในคดีข่มขืน อย่าง วันชัย  ติ๊งต่าง หรือชาตรี  ทั้งหมดก้าวออกมาสู่อิสรภาพหลังติดคุกเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น 
สมคิด เกิดอยู่เจริญ รักษาการ ผอ.ส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา  สมคิด เกิดอยู่เจริญบอกกับไพร์มไทม์ว่า "ปกติแล้ว นักโทษเข้ามาก็จะแบ่งชั้นนักโทษ เป็นนักโทษชั้นเลว ชั้นกลาง ชั้นดี ชั้นเยี่ยม ถ้าเข้ามาครั้งแรก ไม่ได้ก่อเหตุซ้ำ เค้าจะเป็นนักโทษชั้นกลาง ถ้าเป็นผู้กระทำผิดซ้ำจะเข้ามาเป็นนักโทษชั้นเลว แต่ทั้งหมดเมื่อเวลาผ่านไป หากประพฤติตัวดี เข้าหลักสูตรฝึกอบรมอย่างเข้มข้นประเมินคะแนนทุกๆ 3 เดือน จะมีสิทธิได้เลื่อนชั้นขึ้นเป็นนักโทษจากชั้นเลวเป็นชั้นกลาง จากชั้นกลางเป็นชั้นดี จากชั้นดีเป็นชั้นเยี่ยม และยังมีสิทธิได้เข้าสู่กระบวนการลดวันต้องโทษ หรือ พักการลงโทษ เมื่อรับโทษไปแล้วถึง 2 ใน 3 ออกไปมีอิสระภายนอกแล้วรายงานตัวกับกรมคุมประพฤติ จนไปถึงขนาดที่อาจได้รับการเสนอชื่อในวาระโอกาสสำคัญอย่างวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหา และ 5 ธันวา ซึ่งก็หมายถึงมีสิทธิได้รับพิจารณาเสนอรายชื่อเข้าสู่การขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ก็ยอมรับนะครับว่า ผู้ต้องขังน้อยมาก ที่จะได้รับโทษตามที่เค้าถูกพิพากษาจริงๆ นั่นคือความจริง ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่อยากให้เค้ากลับตัวกลับใจ"
ไม่ใช่นักโทษในคดีข่มขืนเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากระบบการลดหย่อนโทษและอภัยโทษของกรมราชทัณฑ์ พ.ต. เฉลิมชัย มัจฉากล่ำ หรือ "ผู้พันตึ๋ง" ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตในข้อหาฆาตกรรมอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ปรีณะ ลีพัฒนะพันธ์  ในปี 2544 แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังจากนั้นก็ได้รับการลดหย่อนโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต จากฆาตกรที่โหดเหี้ยม "ผู้พันตึ๋ง" ได้รับการยกย่องจากกรมราชทัณฑ์ให้เป็นนักโทษตัวอย่าง และยกระดับเป็นนักโทษชั้นเยี่ยม ที่มาพร้อมกับการลดหย่อนโทษอย่างต่อเนื่อง ในที่สุด "ผู้พันตึ่ง" ก็เดินออกจากคุกในปี 2558 หลังจากรับโทษเพียง 14 ปีเท่านั้น กรณีของ "ผู้พันตึ๋ง"  ทำให้เกิดคำถามมากมายต่อระบบราชทัณฑ์ของไทย  เพราะหลังจากได้รับอิสรภาพไม่ถึงปี   อดีตนักโทษผู้นี้ก็ถูกจับอีกครั้งในคดีข่มขู่เรียกเงินจากชาวบ้านในจังหวัดจันทบุรี 
คำถามที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ระบบราชทัณฑ์ของประเทศไทยช่วยบำบัดหรือเปลี่ยนพฤติกรรมคนที่ทำผิดกฎหมายให้กลับกลายเป็นคนดีอีกครั้งได้หรือไม่   หรือเป็นเพียงแค่การทำให้คนเหล่านี้สูญเสียอิสรภาพเป็นการชั่วคราวเท่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักโทษในคดีข่มขืนเหล่านี้ อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด 
วสันต์ สิงคเสลิต รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ บอกกับไพร์มไทม์ว่า "ที่สำคัญทั้งหมด รวมทุกคดี ทั้งคดียาเสพติด คดีข่มขืนกระทำชำเรา รวมหมด มีสิทธิที่จะได้รับการปรับเป็นนักโทษชั้นดี ชั้นเยี่ยม ลดวันต้องโทษ พักการลงโทษ และการขอพระราชทานอภัยโทษทั้งหมดเหมือนกัน ในที่สุดก็กลับไปเป็นอิสระได้ในสังคม ที่ผ่านมากระบวนการในแต่ละปีที่ไม่ค่อยเห็นด้วยว่า มักจะเป็นการพักโทษ และพระราชทานอภัยโทษแบบเหมารวม พูดง่ายๆก็คือ คดีข่มขืนก็อาจได้รับอานิสงฆ์ด้วยคดียาเสพติดก็ได้ไปด้วย อันนี้คือเรื่องจริง" กระแสสังคมที่พุ่งเป้าไปที่ผู้กระทำผิดในคดีละเมิดทางเพศ  อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่หลักเกณฑ์ในการขอพระราชทานอภัยโทษ ในปี 2559 เปลี่ยนแปลงไปสำหรับผู้ต้องขังในคดีข่มขืน"ปีนี้ นักโทษคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด กับ คดีข่นขืนนั้น จะไม่เข้าข่ายการพิจารณาขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ทุกปีที่ผ่านมา จะรวมกันทั้งหมด แต่ปีนี้ไม่ ดังนั้น นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการและเป็นบรรทัดฐานของสังคม ในปีต่อๆไป รวมถึงจังอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ที่เตรียมก่อคดีเห็นด้วยว่า ถ้าคิดจะทำ การกลับคืนสู่อิสรภาพนั้น มันยากขึ้นกว่าเดิมมากนัก ผมยอมรับว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นไปตามกระแสสังคม ที่กดดันในช่วงที่ผ่านมา"
"คิดว่าส่วนหนึ่ง คงเป็นเพราะกระแสสังคมจริงๆ ที่ทำให้พระรากฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษครั้งนี้ ไม่มีครอบคลุมผู้กระทำความผิดในคดีข่มขืน รวมถึงคดียาเสพติดด้วย ที่สำคัญ มันอาจเป็นบรรทัดฐานของสังคมนับต่อจากนี้ไป" สมคิด เกิดอยู่เจริญ รักษาการ ผอ.ส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง เรือนจำกลางฉะเชิงเทรา กล่าว
แต่คำถามที่ตามมาคือ หากนักโทษคดีข่มขืน และคดีที่ร้ายแรงอื่นๆ  ต้องอยู่ในเรือนจำต่อไป จะมีอะไรเป็นหลักประกันได้ว่านอกจากการสูญเสียอิสรภาพต่อไปอีก คนเหล่านี้

ข่าวล่าสุด