พล.ต.ท. ศานิตย์ กล่าวว่า การกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศโดยเฉพาะการกระทำความผิดเกี่ยวกับชาวต่างชาติ เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย ทำให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับ บช.น. บก. และ สน. ได้ใช้เวลาหลายวันในการคลี่คลายคดีนี้ เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบรถตุ๊กตุ๊ก ที่นักท่องเที่ยวได้ให้ปากคำไว้ ซึ่งจากการตรวจสอบทะเบียนไม่ใช่โชเฟอร์รถตุ๊กตุ๊กเป็นคนก่อเหตุ จึงทำให้ต้องตรวจสอบใหม่ทั้งหมด ทั้งทะเบียนรถ กล้องวงจรปิด การชี้ตัวของผู้เสียหาย แล้วนำมารวบรวมกับพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งหวั่นกระแสสังคมที่ว่าจะแพะ แล้วส่งตัวฟ้องศาลไว้ก่อน ดังนั้นจะไม่ทำจนกว่าจะมั่นใจ และภายหลังจากการตรวจสอบแน่ชัดพบว่า คนร้ายเป็นผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง จึงยื่นคำร้องต่อศาลให้ออกหมายจับผู้ต้องหาตามหลักฐานที่มีอยู่ จนศาลอนุมัติออกหมายจับเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. เวลา 23.14 น. ที่ผ่านมา จากนั้นระดมทีมทำงานติดตามในพื้นที่ที่คาดว่าคนร้ายจะหลบหนีไป ประกอบกับได้รับความร่วมมือจากสื่อมวลชที่ได้นำเสนอภาพออกไปเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. จนทำให้ผู้ต้องหารู้ตัวว่าถูกออกหมายจับ นอกจากนี้ผู้ที่ให้การพักพิงคนร้ายจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 185 ภายหลังผู้ให้การพักพิง แต่หลังทราบข่าวว่ามีการออกหมายจับก็ได้มีการประสานพาผู้ต้องหาเข้ามอบตัว
พล.ต.ท.ศานิตย กล่าวอีกว่า กรณีการจับกุมดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บช.น. ได้รับการติดต่อเมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 14 ธ.ค. จึงเดินทางไปรับตัวที่จ.สกลนคร ตนจึงได้สอบสวนนายเอกบุรุษ หรือป๊อก ได้ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ล่วงละเมิดทางเพศผู้เสียหายจริง เจ้าหน้าที่ก็รับฟังไว้ แต่จะดูตามพยานหลักฐาน แม้ว่าทางนายเอกบุรุษ จะอ้างว่าผู้เสียหายยินยอมเอง ทั้งนี้ตนขอฝากประชาสัมพันธ์ยังเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวและน่าลงทุน เชิญชวนนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเจ้าหน้าที่พร้อมดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่
ด้าน นายเอกบุรุษ รับสารภาพอ้างว่า ตนประกอบอาชีพขับจักรยานยนต์รับจ้างมีรายได้วันละ 300-400 บาท โดยจะขับรถรับส่งนักเที่ยวย่านข้าวสาร ระหว่างที่ตนขับรถขับรถอยู่ได้พบผู้เสียหายนั่งอยู่บริเวณหน้าศึกษาภัณฑ์ มีสภาพมึนเมา จึงได้จอดมอง เพราะเห็นผู้เสียหายได้เดินออกไปพูดคุยกับรถกระบะที่จอดอยู่ ก่อนผู้เสียขึ้นรถกระบะและเกิดการโต้เถียงเกิดขึ้น ตนจึงเข้าไปสอบถามเพื่อให้การช่วยเหลือ เมื่อหันไปอีกครั้งพบผู้เสียหายได้ขึ้นมาซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของตนแล้ว ตนจึงสอบถามว่า ยูจะไปไหน ผู้เสียหายจึงตอบว่า โก โก ตนไม่เข้าใจภาษาเท่าไหร่ แต่พอจะทราบคำพื้นฐานบางคำบ้าง จึงได้ขี่รถออกไป แต่ระหว่างทางผู้เสียหายได้เริ่มลวนลามจับลูบคลำตามเนื้อตัวตนตลอดทาง เมื่อตนขี่รถไปถึงบริเวณจุดเกิดเหตุผู้เสียหายบอกให้หยุด ก่อนที่จะลงมาจูบปาก
"ผมเข้าใจว่าผู้เสียหายยินยอม ผมไม่ได้บังคับผู้เสียหาย แต่ยอมรับว่ามีใจที่จะล่วงละเมิดผู้เสียหาย เนื่องจากขณะนั้นทั้งผมและผู้เสียหายอยู่ในอาการมึนเมา ส่วนก่อนหน้านี้ที่ผมมีคดีเกี่ยวกับล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องเข้าใจผิด หลังจากมีข่าวออกมาเพราะความตกใจตนจึงหนีไปตั้งหลักตั้งที่จ.สกลนคร วันที่ 12 ธ.ค. ผมทำเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ผมยอมรับว่าได้สำเร็จความใคร่เพียงครั้งเดียว และที่ผมพาไปที่ตึกร้างเนื่องจากว่าขับรถผ่านเป็นประจำ และตอนนั้นผมไม่มีเงินพอที่จะพาไปเปิดห้อง โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ผมก็ไมได้ขโมยทรัพย์สินผู้เสียหายไปเลย"นายเอกบุรุษ กล่าวอ้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกบุรุษ ได้ยกมือไหว้ขอโทษประเทศไทยและผู้เสียหาย และเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมจึงทิ้งผู้เสียหายไว้ที่ตึกร้างเพียงลำพัง นายเอกบุรุษ ตอบว่า ว่าได้ชักชวนกับผู้เสียหายให้ขึ้นรถจักรยานยนต์ แต่ผู้เสียหายได้บอกปฏิเสธ จึงขับรถกลับบ้าน ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายเอกบุรุษไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่เกิดเหตุ ที่บริเวณตึกวัฏจักร ซ.บรมราชชนนี 43 ถ.บรมราชชนี แขวงและเขตตลิ่งชัน กทม. เพื่อประกอบสำนวนในการดำเนินคดีต่อไป