ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 6 ธันวาคม ที่กรมศุลกากร นายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร ชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า จากการตรวจสอบพบว่ารถเมล์เอ็นจีวีที่บริษัทเบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ผู้ชนะการประมูลโครงการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ได้มีการนำเข้ามา 2 ล็อต รวม 100 คัน
โดยล็อตแรกได้มีการนำเข้ารถมาเพียง 1 คัน นำเข้าโดยบริษัท ซุปเปอร์ซาร่า จำกัด ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้สำแดงเอกสารหนังสือรับรองที่ยื่นขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีศุลกากร (From D) ว่ารถคันดังกล่าวผลิตที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อยกเว้นอากร ซึ่งเป็นอัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน เป็นการลดอัตราภาษีศุลกากร 0% แก่สินค้าที่นำเข้าระหว่างกันของประเทศ10ประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ที่ออกให้โดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของประเทศมาเลเซีย ตามข้อตกลงสนธิสัญญาเขตการค้าเสรีกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แต่เมื่อทางเราตรวจสอบกลับพบว่ารถเมล์คันนี้ได้มีการนำเข้าโดยใช้ตู้คอนเทรนเนอร์มาลงที่ท่าเรือแหลมฉบัง
และเมื่อตรวจสอบในรายละเอียดพบว่ามีการนำเข้าจากประเทศจีนเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา ก่อนขนส่งมายังประเทศมาเลเชียเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จากนั้นได้ทรานซิสออกมาจากประเทศมาเลเชียเมื่อวันที่ 23 พ.ย. ถึงท่าเรือแหลมฉบังเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่พบ ยังพบว่ามีการขนส่งลักษณะต่อเนื่องกัน โดยใช้ตู้คอนเทรนเนอร์หมายเลขเดียวกันไม่ได้มีการขนย้ายออก รวมทั้งมีการขนส่งมาเป็นตัวรถจากประเทศจีน มายังประเทศมาเลเซีย ก่อนที่จะเข้ามาในประเทศไทย
นายชัยยุทธ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการขนส่งล็อตที่สองนั้น กรมศุลกากรพบข้อมูลว่า มีการขนส่งมาในลักษณะเส้นทางเดียวกัน โดยออกจากประเทศจีนเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ถึงประเทศมาเลเซียวันที่ 19 พ.ย. ก่อนที่จะออกจากมาเลเซียวันที่ 26 พ.ย. ถึงประเทศไทยวันที่ 1 ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งการขนส่งในล็อตนี้มีการนำเข้ารถเมล์เป็นจำนวน 99 คัน โดยใช้ระบบโรโร่คือขนมาทางเรือ อย่างไรก็ตามกรณีนี้ทางกรมศุลกากรตั้งข้อสังเกตว่ารถทั้งหมดไม่น่าจะผลิตมาจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอเอกสารหลักฐานและตรวจสอบกรณีดังกล่าว อีกทั้งประสานไปยังทางการมาเลเซีย รวมทั้งบริษัทซุปเปอร์ซาร่า จำกัด เพื่อขอเข้าไปตรวจสอบฐานกำลังผลิตของโรงงานประกอบด้วย อย่างไรก็ตามหากผลการตรวจสอบออกมาว่ารถเมล์ทั้งหมดไม่ได้มีการผลิตที่ประเทศมาเลเซียตามที่สำแดงจะเข้าข่ายกระทำความผิดฐานสำแดงเอกสารอันเป็นเท็จ ซึ่งจะต้องเสียภาษีอากร 4 เท่าตามกฎหมาย กล่าวคืออัตราภาษีอากรนำเข้า ร้อยละ 40 และภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 หรือประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อคัน รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าว
"หากตรวจสอบในรายละเอียดจะพบอีกว่ารถเมล์คันดังกล่าว เป็นยี่ห้อซันยอง ซึ่งในอดีตที่ผ่านมารถยี่ห้อดังกล่าวมีการนำเข้ามาในลักษณะเป็นการขนส่งเชิงทัศนาจร อีกทั้งมีการสำแดงการผลิตที่ประเทศจีน แต่ทั้งนี้ขอยืนยันว่ากรมศุลกากรอยู่ระหว่างการตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมดเพื่อความชัดเจน ซึ่งอาจต้องเข้าไปดูโรงงานผลิตทั้งที่ประเทศจีนและมาเลเซียด้วย ส่วนกรณีหากทางบริษัทซุปเปอร์ซ่าร่าจำกัดจะวางเงินประกัน ทางบริษัทฯสามารถทำได้ แต่ตัวเงินต้องเท่ากับหรือไม่น้อยกว่าความคุ้มเสี่ยงทั้งค่าปรับและค่าอากร อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบล่าสุดทราบว่าทางบริษัทดังกล่าวได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 เป็นที่เรียบร้อย และขอยืนยันว่ากรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้หวังเพื่อรางวัลนำจับ เพราะถือว่าเป็นการทำงานตามหน้าที่"นายชัยยุทธ ระบุ