ด้วยสายพระเนตร ของพระมหากษัตริย์นักพัฒนา พระองค์ทรงเข้าพระราชหฤทัยดีว่า การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ วิชาการขั้นสูงในสาขาต่างๆ นี่จึงเป็นวิธีสร้างคนด้วยการศึกษา ส่งไปหาความรู้ในประเทศที่เป็นแหล่งวิทยาการแขนงต่างๆ ที่จำเป็นต่อการพัฒนาบ้านเมือง
ขณะเดียวกัน ก็ทรงมีพระราชประสงค์ให้ทุนอานันทมหิดลเป็นเสมือนพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ซึ่งแทบไม่มีพระบรมราชานุสาวรีย์ในสถานที่ต่างๆ นี่จึงเป็นที่มาของทุนอานันทมหิดล เมื่อ 61 ปีที่แล้ว ซึ่งเริ่มต้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 2 หมื่นบาทเป็นทุนก่อตั้ง หลังจากนั้น 4 ปีต่อมา ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็น "มูลนิธิอานันทมหิดล" ในปี 2502
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า "ผมได้รับพระราชทุนในปี 2519 และดีใจมาก เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้ไปศึกษาต่อที่สถาบันการเงินชั้นนำในต่างประเทศจนถึงระดับปริญญาเอก และถือเป็นทุนที่มีเกียรติสูง การคัดจะใช้วิธีคัดเลือกนักศึกษาที่มีผลการเรียนดี ได้เกียรตินิยม รวมทั้งพิจารณาเรื่องความมีคุณธรรม และในช่วงที่เรียนมีคุณลักษณะที่เหมาะสมหรือไม่ หลังจากนั้นจะเรียกมาสัมภาษณ์ ให้เขียนวิสัยทัศน์ แล้วนำไปคัดเลือก"
การส่งนักเรียนทุน ไปหาความรู้จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก สะท้อนถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการพัฒนาคน เพื่อสร้างชาติบ้านเมืองอย่างชัดเจน และการให้ทุนนี้ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ แต่นักเรียนทุนอานันท์ที่จบมาส่วนใหญ่ ต่างนำความรู้ที่ร่ำเรียนมา กลับมาพัฒนาบ้านเมืองในด้านต่างๆ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์
ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกกับไพร์มไทม์ว่า "เมื่อผู้ได้รับพระราชทุนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก ก็ไม่มีข้อผูกมัดว่าจะต้องกลับมารับราชการเพื่อใช้ทุนคืนแต่อย่างใด เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าผู้ที่ทำงานในต่างประเทศ ก็สามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้เช่นกัน แต่ผู้ได้รับพระราชทุนส่วนใหญ่ก็กลับมาทำงานในประเทศ และกว่า 80% ของผู้สำเร็จการศึกษาได้เลือกเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย"
"และทุนนี้ยังสะท้อนถึงความมีพระทัยกว้างของพระองค์ โดยพระองค์ทรงรับสั่งอยู่เสมอว่า จุดประสงค์ ของทุนอานันท์ คือการสร้างนักวิชาการที่รู้ลึกรู้จริงให้ประเทศ และไม่ว่าจะทำงานที่ใด ก็สามารถทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติได้ แม้จะไม่มีข้อผูกมัด แต่นักเรียนทุนอานันท์ตระหนักเสมอว่า ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะทุนนี้ไม่มีเวลาสิ้นสุด จะเห็นว่านักเรียนทุนอานันท์หลายคน แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังคงทำงานเพื่อประเทศต่อไป และสิ่งที่มีอยู่ในตัวของนักเรียนทุนอานันท์ฯทุกคน คือการคิดถึงส่วนรวม ซึ่งมีต้นแบบจากพระองค์ท่าน"
"พระองค์ทรงตรัสว่า สาเหตุที่ต้องส่งไปศึกษาเล่าเรียนที่สถาบันชั้นนำในต่างประเทศ เพราะต้องการให้มีเพื่อนฝูงมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือที่เรียกว่า "คอนเน็คชั่น" เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่ายนักวิชาการในการพัฒนาประเทศ สามารถต่อยอดการพัฒนาให้ประสบผลสำเร็จได้"
ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกกับไพร์มไทม์ว่า "การเข้าเฝ้าครั้งนั้น ทำให้เกิดความมุ่งมั่นว่า เมื่อเรียนจบแล้วจะนำความรู้ที่ได้กลับมาช่วยพัฒนาประเทศ เดิมคิดว่าจะทำงานด้านวิจัย หรือเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งในช่วงที่ได้ทำงานวิจัยในสหรัฐ ได้พบกับ ดร.อัมมาร สยามวาลา และได้รับคำแนะนำว่า เมื่อกลับมาเมืองไทย หากอยากใช้ทั้งความรู้ทางวิชาการ และได้ทำงานด้านนโยบาย มีหน่วยงานที่เหมาะสม คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย จึงเป็นที่มาที่ทำให้ตัดสินใจสมัครเข้าทำงานในธปท."
"ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงในการเข้าเฝ้า พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า บ้านเมืองมีปัญหาอย่างไรบ้าง ทั้งเรื่องความยากจน ความขัดแย้ง และทรงเล่าถึงแนวทาง การพัฒนาประเทศ การได้เข้าเฝ้าเหมือนเป็นแสงสว่างนำทาง ทำให้การไปเรียนได้รู้ว่ามีเป้าหมายจะต้องทำอะไร ซึ่งในช่วงปี 2519 บ้านเมืองมีปัญหาไม่น้อย พระองค์ทรงเป็นห่วงบ้านเมือง เรื่องบางเรื่องเราไม่มีโอกาสได้รู้ แต่พระองค์ท่านทรงมีข้อมูล ทรงตรัสให้ฟังถึงปัญหาต่างๆ ภายในประเทศ"
สำหรับนักเรียนทุนอานันท์ ในระยะแรก ส่วนใหญ่ไปเรียนสาขาแพทยศาสตร์ เพื่อเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท พระบิดาแห่งการแพทย์ของไทย สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ระยะต่อมาเมื่อความต้องการบุคลากรในสาขาอื่นๆ ในประเทศเพิ่มขึ้น จึงโปรดเกล้าฯพระราชทานทุน สาขาวิชาต่างๆ จนขยายไปถึง 8 สาขา ปัจจุบันมีผู้จบปริญญาเอกแล้วกว่า 300 คน และอยู่ระหว่างศึกษาอีก 40 คน
และถึงแม้ จะมีปัญหาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบเรื่องค่าเงิน แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กลับทรงแก้ปัญหา ด้วยการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพิ่มเติม อีกทั้งยังจัดสรรทุนไว้อีกก้อน เพื่อสนับสนุน อุปกรณ์และเครื่องมือในการทำงานนักเรียนทุนที่จบกลับมา ให้ใช้ความรู้ความสามารถได้เต็มศักยภาพ
ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกกับไพร์มไทม์ว่า "ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ปี 2540 ซึ่งค่าเงินบาทเพิ่มจาก 25 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 50 บาทต่อดอลลาร์ มูลนิธิอานันทมหิดล ก็ได้รับผลกระทบ กรรมการมูลนิธิบางคนได้กราบบังคมทูลเสนอให้เปลี่ยนจากการศึกษาในสถาบันต่างประเทศ มาศึกษาในประเทศแทน แต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไม่เห็นด้วย และได้ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์เพิ่มเติม เพื่อให้ผู้ได้รับพระราชทุนสามารถศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศได้ต่อไป"
"แม้จะมีผู้เสนอให้จัดงานหาทุนมาสมทบ เพราะมูลนิธิมีเงินจำกัด แต่พระองค์ไม่ทรงโปรด เพราะเห็นว่านักเรียนทุนอานันท์ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย การจัดงานขายบัตรจึงอาจสร้างความเดือดร้อนให้บุคคลเหล่านี้ แต่ในที่สุดก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดงานได้ โดยใช้ศาลาดุสิดาลัย เพื่อจะไม่ต้องเสียค่าสถานที่"
พระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังคงถูกสานต่อ โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิอานันทมหิดล ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เป็นทุนการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงปริญญาเอก ปัจจุบันมีนักเรียนทุนในมูลนิธิอานันทมหิดล ถึง 1 หมื่นคน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ