นายอัจฉริยะ กล่าวว่า ขบวนการขายข้อมูลนี้มีมานานแล้วโดยจะนำข้อมูลทั้งชื่อเลขประจำตัวบัตรประชาชน13หลักเบอร์โทรศัพท์ที่อยู่ข้อมูลทางบัญชีและรายได้ของลูกค้า มาขายให้กับบริษัทประกันภัยและพนักงานธนาคารเพื่อนำไปติดต่อลูกค้าซึ่งผู้ที่จะเข้าไปดูข้อมูลนี้ได้จะต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงคนที่เป็นพนักงานระดับล่างไม่มีสิทธิ์เข้าถึงได้ซึ่งจะนำข้อมูลดังกล่าวมาขายต่อเป็นล็อตๆ ล็อตนึงประมาณแสนรายชื่อในราคา50บาทต่อรายชื่อนอกจากนี้ยังมีการโฆษณาเชิญชวนให้เข้าไปซื้อข้อมูลดังกล่าวผ่านทางอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย โดยในวันนี้จะให้ทางผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยมีการนำข้อมูลรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องมามอบให้ โดยจะมีการหารือกันระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับผู้เสียหาย
ด้านผู้เสียหายรายหนึ่งเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีบริษัทประกันแห่งหนึ่งโทรศัพท์ติดต่อเข้ามาชวนให้ซื้อประกันในลักษณะการออมทรัพย์ผ่านการหักยอดเงินจากบัตรเครดิตโดยบอกชื่อนามสกุล ที่อยู่ และเลขบัตรประชาชนของตนถูกต้องทุกอย่าง และยังแอบอ้างเลขบัตรเครดิตของคนอื่นว่าเป็นของตนด้วย ตนก็เลยเอะใจ ไม่ได้ตอบตกลงซื้อ พร้อมกับสอบถามเจ้าหน้าที่ที่โทรมาขายประกันว่าได้ข้อมูลมาได้อย่างไร โดยเจ้าหน้าที่ยอมรับว่าซื้อข้อมูลส่วนบุคคลมาจากแหล่งจำหน่ายแห่งหนึ่งในราคา4บาทจึงได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยหรือคปภ.ให้ดำเนินคดีจนผู้ต้องหาถูกเพิกถอนใบอนุญาตนายหน้าขายประกันแล้ว
นายอัจฉริยะกล่าวอีกว่า ตนขอเรียกร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหามาตรการป้องกันและแก้ไขอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเบื้องต้นทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้รับเรื่องไว้และจะเร่งตรวจสอบโดยเร็วที่สุด