วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (รพ.มทส.) จังหวัดนครราชสีมา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ประกอบด้วย พ.ท. นพ.บุระ สินธุภากร อาจารย์ประจำสาขาวิชาออร์โธปิดิดกส์ สำนักวิชาแพทยศาสตร์ รศ. ดร.พรศิริ จงกล อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ผศ. ดร.การุญ ฟังสุวรรณรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล และ ผศ. ดร.บุญเรืองมะรังศรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มทส. เปิดตัว ผลงานวิจัยต้นแบบ เครื่องช่วยพยุงเดินต้านแรงโน้มถ่วงAnti-G SUTMachine(Anti-G SUT) ฝีมือคนไทย มีต้นทุนการผลิตเพียง 420,000 บาท ซึ่งหากสั่งจากต่างประเทศจะมีราคาสูงถึง 1,500,000 บาท โดยอุปกรณ์ดังกล่าวสามารถนำมาประกอบใช้กับลู่วิ่งอัตโนมัติเพื่อทำหน้าที่ในการพยุงผู้ป่วยให้สามารถออกกำลังกายบนลู่วิ่งได้อย่างปลอดภัย
พ.ท.นพ. บุระ สินธุภากร หัวหน้าโครงการวิจัย ได้เปิดเผยถึงหลักการทำงานของชุดอุปกรณ์เครื่องช่วยพยุงเดินต้านแรงโน้มถ่วงว่า"สำหรับหลักการทำงานของอุปกรณ์นี้ คือ การใช้แรงดันลมจากชุดควบคุมแรงดันลม ซึ่งประกอบไปด้วยมอเตอร์และปั๊มอัดอากาศ โดยอัดอากาศเข้าไปยังเครื่องพยุงเพื่อให้เกิดแรงยกขึ้นเหมือนเป็นการพยุง โดยแรงยกที่เกิดขึ้นนั้นจะทำให้ผู้ทำกายภาพบำบัดอยู่ในสภาวะเสมือนไร้น้ำหนัก มีความมั่นคงและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บเนื่องจากแรงกระแทกที่กระทำกับอวัยวะส่วนล่าง ในขณะทำการกายภาพบำบัด ทำให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
การใช้งาน ผู้ทำกายภาพบำบัดต้องใส่กางเกงที่ออกแบบเฉพาะ และติดตัวล็อกเข้ากับผ้าใบพยุง ติดซิป-ล็อคของกางเกงเข้ากับตัวผ้าใบเพื่อความแข็งแรง จากนั้นใส่ข้อมูล น้ำหนัก และส่วนสูงที่แป้นควบคุมแรงดันลมและน้ำหนักที่ต้องการ ให้สัมผัสพื้น เพื่อให้อุปกรณ์ทำการประมวลผลออกมาให้ได้เป็นพิกัดของแรงดันลมที่เหมาะสมกับตัวผู้ทำกายภาพบำบัด เมื่อสั่งให้อุปกรณ์เริ่มทำงาน จะทำให้มอเตอร์หมุนและขับให้ปั๊มอัดอากาศทำงานตามไปด้วย จนอากาศภายในถุงลมมีความดันสูงตามพิกัดที่ได้ประมวลผลออกมา จากนั้นจะมีอุปกรณ์ที่ชื่อว่าPressure Switchก็ทำการจะตัดวงจรไฟฟ้าทำให้มอเตอร์และปั๊มอัดอากาศหยุดทำงาน ผู้ป่วยจะสามารถทำการกายภาพบำบัดโดยการเดิน หรือวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้าโดยมีอุปกรณ์ดังกล่าวทำหน้าที่ช่วยพยุง"พ.ท.นพ.บุระ กล่าว
ทั้งนี้ อุปกรณ์ดังกล่าวได้มีการนำมาทดสอบใช้จริงกับผู้ป่วยของโรงพยาบาล มทส. ในเบื้องต้นพบว่าผู้ป่วยมีความพึงพอใจในการใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง และสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยในการฟื้นฟูสมรรถภาพได้เป็นอย่างดี โดยทีมวิจัยจะยังคงเก็บข้อมูลและพัฒนาศักยภาพในด้านการเสริมสร้างกล้ามเนื้อของผู้ป่วยในลำดับต่อไป
ผลงานวิจัยดังกล่าวนับว่าเป็นการรวมสหวิทยาการหลายสาขาเข้าด้วยกัน โดยนำนักวิชาการที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ มาร่วมออกแบบและพัฒนาผลงานวิจัยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการรักษาผู้ป่วยอย่างแท้จริง นับว่าเป็นงานวิจัยอีกด้านที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีได้สร้างสรรค์และพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ต่อการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพอีกทางหนึ่ง.