นายมิตร เล่าว่าเมื่ออายุ 5 ขวบ (43 ปีที่แล้ว) ตนได้มีโอกาสรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะที่พระองค์เสด็จมาที่โรงเรียนบ้านสร้างมิ่งมิตรภาพที่ 191 ต.สร้างมิ่ง อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร โดยแม่ของตนได้นำผ้าขาวม้ามาปูรองนั่งด้านข้างทางก่อนที่พระองค์จะเสด็จผ่าน "ตอนนั้นยังเด็กมาก แต่ความทรงจำยังชัดเจนอยู่เสมอ" นายมิตรกล่าว
หลังจากตนเองทราบข่าวการสวรรคตก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก และตั้งใจว่าจะเดินเท้าจากบ้านมากราบพระองค์ที่พระบรมมหาราชวังให้ได้ โดยสิ่งติดตัวมี เสื้อยืด 2 ตัว, กางเกงวอร์ม 2 ตัว, รองเท้าเตะ 1 คู่, พระบรมฉายาลักษณ์, ธงชาติ และรถลากสำหรับวางของ ตื่นตี 4 และนอนตอน 3 ทุ่ม เพื่อให้มาถึงที่กรุงเทพเร็วที่สุด สำหรับที่พักก็เป็นป้อมทางหลวงหรือตามสถานีรถไฟต่างๆ ตลอดทางมีชาวบ้านขออวยพรให้ความตั้งใจของตนสำฤทธิ์ผล บางคนให้อาหาร บางคนให้เงินเล็กๆน้อยๆ บางคนให้สิ่งของ เช่น ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่ตนห้อยคอไว้ นายมิตรหยิบภาพถ่ายจากกล้องฟิล์มที่ใส่อยู่ในกรอบแข็งสีน้ำเงิน มีริบบิ้นลายธงชาติห้อยคอ ปรากฎเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
"นี่คือภาพที่เป็นกำลังและคุ้มครองให้ผมเดินเท้าครั้งนี้อย่างปลอดภัย" นายมิตรกล่าวพร้อมน้ำตาที่เร่ิมคลอเบ้า "ภาพใบนี้ผมเก็บได้จากจุดที่มีคนเอามาทิ้งไว้ ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าภาพในหลวงจะถูกทิ้งไม่ได้ พระองค์ต้องอยู่เหนือหัว"
นายมิตรกล่าวเพิ่มเติมว่าตนเคยได้ยินข่าวว่าพระองค์ทรงพระเนตรเทียมข้างขวาเนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และต้องทรงงานด้วยพระเนตรเดียวมาตลอด 60 ปี
"ผมไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้มีเงินทองมหาศาล แต่ถ้าให้ผมแลกได้ ผมยอมแลกตาของผม ผมมองไม่เห็นไม่เป็นไร แต่ผมอยากให้ท่านมองเห็นอย่างปกติ"
นายมิตรเผยว่ารู้สึกดีใจอย่างอธิบายไม่ถูกที่ในที่สุดก็ได้มีโอกาสมากราบพระองค์ ถือเป็นบุญชีวิตที่ต้องมาให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพียงแค่อยากทำเพื่อพ่อ ทำเพื่อพระองค์ การเดินเท้ามันลำบากและเหนื่อย แต่เพราะมีกำลังใจและความตั้งใจตนจึงผ่านพ้นมันมาได้ในที่สุด