ทนายสงกานต์ กล่าวว่า ขณะนี้อาการของนายกิตติศักดิ์สามารถหายใจได้ข้างเดียว(ข้างขวา) เนื่องจากแพทย์ต้องใช้เฝือกดันจมูกและห้ามเลือด จึงสามารถหายใจได้ข้างเดียว ส่วนเรื่องของคดีในวันนี้ ตั้งใจจะมาให้ปากคำเพิ่มเติม ซึ่งต้องแบ่งเป็น 2 สำนวน คือ การจราจร และอาญา โดยก่อนหน้านี้คู่กรณีได้แจ้งข้อหาชนแล้วหนีจึงมาให้การเพิ่มเติม สำหรับคดีอาญานั้น ไม่สามารถยอมความได้ เนื่องจากแพทย์ลงความเห็นแล้วว่าจะต้องรักษาตัว 30 วัน หรืออาการสาหัส เข้าข่ายมาตรา297 อนุ8 โทษจำคุก 1-10ปี อย่างไรก็ตามในช่วงเย็นของวันนี้ ทางแพทย์จะมอบผลการตรวจให้กับพนีกงานสิบสวน เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีเพื่อทำการสั่งฟ้อง และในชั้นพนักงานสอบสวนน.ส.สุธิรา จะไม่ขอไกล่เกลี่ยในชั้นพนักงานสอบสวนแล้วขอให้เป็นเรื่องในชั้นศาล
ต่อมาเวลา 13.00 น.วันเดียวกัน พ.ต.ท.ทวีป สุทธิ รอง ผกก(สอบสวน)สน.ยานนาวา พร้อมด้วย ทนายสงกานต์ ได้นำตัวนายกิตติศักดิ์ ไปชี้ยังจุดเกิดเหตุเพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจุดแรกคือบริเวณหน้าปากซอยเจริญกรุง 44 จุดที่นายกิตติศักดิ์ได้ขับรถเฉี่ยวชนรถมินิคูเปอร์ของนายอัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล หรือน็อตเวคคลับ อายุ 28 ปี จากนั้นจุดที่สองคือจุดที่นายกิตติศักดิ์ขี่จักรยานยนต์เลยไปประมาณ 100 เมตร ก่อนจะกลับรถมายังบริเวณ จุดที่สามฝั่งตรงข้ามที่เกิดเหตุที่นายกิตติศักดิ์ ถูกนายอัครณัฐกระชากคอเสื้อให้เดินมายังฝั่งที่เกิดเหตุ และจุดสุดท้าย จุดที่เกิดเหตุและเป็นจุดเดียวกันที่นายกิตติศักดิ์ โดนนายนายอัครณัฐต่อยบริเวณจมูกจำนวน 3 ครั้ง และมีนายวิทวัส ศรีบัณฑิตมงคล อายุ 29 ปี ค่อยดันตนจากข้างหลังไว้ในวันเกิดเหตุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะชี้จุดอยู่นั้น นายยุทธนา หะรินเดช อายุ 51 ปี อาชีพรับเหมาก่อสร้าง เดินเข้ามาและบอกว่าตนเป็นคนเหตุการณ์ทั้งหมด กล่าวว่า ตนพักอาศัยอยู่ที่เจริญนคร14 แต่ตนมักจะนั่งรถมาเดินบริเวณตลาดบางรักประจำ ซึ่งในวันเกิดเหตุวันที่4 พฤศจิกายน เวลาประมาณ17.00น. ระหว่างที่ตนเดินมาตามทาง ตนสังเกตเห็นคนมุงดูบุคคลที่อยู่บนถนน คือมีลักษณะเหมือนในคลิปที่เผยแพร่ ซึ่งนายกิตติศักดิ์ไม่มีท่าทีต่อสู้ หรือขัดขืนเลย จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัวมาสอบปากคำในฐานะพยานต่อไป