คม-ชัด-ลึก "ปราโมทย์ ไม้กลัด" นายช่างผู้เดินตามรอยพ่อ (๒)

ชมรายการ ธ สถิตในดวงใจ ช่วงคมชัดลึกออกอากาศวันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม 2559ตอน "ปราโมทย์ ไม้กลัด" นายช่างผู้เดินตามรอยพ่อ (๒)ผู้ร่วมรายการปราโมทย์ ไม้กลัดอดีตอธิบดีกรมชลประทาน
ข่าว
พระราชกรณียกิจของ "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ที่ทรงงานเพื่อบำบัดทุกข์ให้แก่พสกนิกรชาวไทย ที่สำคัญด้านหนึ่งต้องยกให้ "เรื่องน้ำ" ภาพที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี คือ การที่พระองค์ท่านไปเยือนท้องที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาคของไทยเพื่อไปแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้แก่พสกนิกร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแหล่งน้ำในการทำมาหากิน เรื่องของน้ำท่วม แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ และภาพที่คุ้นเคยอีกภาพหนึ่งก็คือ ทุกๆ ครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปยังท้องที่เหล่านี้ จะมีข้าราชการเดินตามพระองค์ท่านด้วยเช่นเดียวกัน หนึ่งในนั้นเป็นอดีตข้าราชการที่ได้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลพระบาทถวายงานพระองค์ท่านอย่างใกล้ชิดมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี
ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ธ สถิตในดวงใจ ช่วง "คม ชัด ลึก" ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22 เมื่อค่ำวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่า ถวายงานกับพระองค์ท่านตั้งแต่ปี 2519 เริ่มแรกนั้นไม่ใช่อยู่ๆ จะเข้าไปถวายงานพระองค์ท่านโดยตรง แต่เดินตามหลังผู้ใหญ่ก็คือ อธิบดีกรมชลประทานในขณะนั้นพระองค์ท่านให้ความสนใจเรื่องน้ำเป็นอย่างมาก ขณะที่ผู้ใหญ่ก็มีปัญหาด้านเทคนิคที่จะคิดโครงการถวายพระองค์ท่าน ต่อมาผู้ใหญ่ก็พาผมไปด้วยให้เดินตามหลัง แต่ไม่ใช่เดินตามเสด็จเฉยๆ นะ ต้องฟังพระราชดำรัส แปลพระราชดำริที่พระองค์ท่านรับสั่งด้วยแผนที่ หรืออื่นๆ แล้วนำมาคิดงาน สำหรับพื้นที่ที่มีปัญหาส่วนใหญ่จะอยู่ในภาคอีสาน ตะวันออก ภาคใต้และภาคเหนือมีเป็นบางส่วน ในขณะที่เขื่อนเก็บกักน้ำที่สร้างเสร็จแล้ว ก็คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ แต่ในส่วนอื่นตามภูมิภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล ยังไม่มีที่เก็บน้ำได้อย่างพอเพียง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ พระองค์ท่านตระหนักถึงปัญหานี้ ขณะที่ทางราชการก็ทำ แต่ยังเข้าไปไม่ทั่วถึง พระองค์ท่านรับสั่งว่า "ฉันไปทำงานเนี่ย เพื่อช่วยรัฐบาลนะ รัฐบาลยังทำแต่ยังเข้าไปไม่ทั่วถึง ไปเสริมงานรัฐบาล ไม่ได้ไปแย่งงานรัฐบาล"
เรื่องของธรรมชาติที่เกิดขึ้นในแต่ละปี พระองค์ท่านทรงทราบ เนื่องจากต้องถวายข้อมูลอยู่เป็นประจำเกี่ยวกับน้ำท่า ฝน ในแต่ละช่วง จากแต่ละหน่วยงานทั้งกรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา ขณะนั้นยังไม่มีเครื่องมือต่างๆ เหมือนในปัจจุบัน ดังนั้นพระองค์ท่านจึงไม่เคยตำหนิหากส่งข้อมูลถวายช้า เนื่องจากพระองค์ท่านทรงเห็น ท่านรู้ สมัยนั้นการสื่อสารจากต่างจังหวัดกับกรุงเทพฯ อย่างดีก็เป็นวิทยุสื่อสาร รับแล้วก็เขียนแล้วรวบรวมส่งตามลำดับ การประมวลข้อมูลสมัยนั้นอย่างดีที่สุดก็คือ เครื่องคิดเลข แล้วก็ทำกราฟ
เรื่องน้ำท่าสำคัญ ที่ไหนมีเขื่อนแล้วก็แล้วกัน แก้ปัญหาได้ แต่ที่ที่ไม่มีเขื่อน ไม่มีแหล่งน้ำ ไม่มีที่เก็บกักน้ำ ก็ต้องมาแก้ปัญหากัน
ในช่วงปี 2510, 2511, 2512 จะเห็นได้ชัดเจนว่า พระองค์ท่านประทับแรมที่วังไกลกังวล หัวหิน ท่านทรงเคยเล่าให้ฟังว่า ขณะประทับแรมที่วังไกลกังวล ตอนบ่ายๆ ฉันจะขับรถขึ้นไปไร่สับปะรด ไปพบเกษตรกร เขาบอกว่าสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือถนนกับน้ำ ถนนนี่ทำง่าย แต่น้ำสิทำยาก นี่คือความสนพระราชหฤทัยของพระองค์ จึงเกิดโครงการอ่างเก็บน้ำโครงการแรกที่บ้านเขาเต่า ข้างวังไกลกังวล และโครงการต่างๆ หลังจากนั้น ทั้งนี้ ไม่ว่าพระองค์ท่านจะเสด็จฯ ไปที่ไหน พสกนิกรก็จะสะท้อนปัญหาให้ทรงทราบ หรือไม่ก็ใช้วิธีถวายฎีกาถึงพระองค์ท่าน
ผมคาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสสำคัญในชีวิต ที่มีโอกาสทำงานตามวิชาการที่ร่ำเรียนมา พระองค์ท่านให้ผมไปเรียนต่อด้านวิศวกรรมชลประทาน โดยเป็นทุนอานันทมหิดล เมื่อกลับมาก็ทำงานที่กรมชลประทาน ทำงานอยู่ประมาณ 7-8 ปี จากนั้นผู้ใหญ่ก็พาไปตามเสด็จ ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสทำงานถวายพระองค์ท่าน
ตลอดเวลาที่เห็นพระองค์ท่านทรงงาน เสด็จพระราชดำเนินยังสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก หรือมีอุปสรรคใดๆ พระองค์ท่านไม่เคยตรัสว่า ไม่ไปนะ วันนี้หยุด ค่อยไปวันหลัง พระองค์ท่านทรงมุ่งมั่่นกับการทำงานอย่างมากมาย ทั้งๆ ที่เป็นหน้าที่ของข้าราชการ จะว่าข้าราชการไม่มีความสามารถก็ไม่ใช่ หรือข้าราชการไม่พอก็ไม่ใช่ แต่พื้นที่ที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินไปทรงงานนั้น เป็นงานอยู่ในพื้นที่ที่พระองค์ท่านทรงเรียกว่า พื้นที่ซ่อนเร้นแร้นแค้นที่รัฐบาลเข้าไปไม่ถึง พระองค์ทรงมุ่งมั่นในพระราชหฤทัยที่จะทำงานในพื้นที่ชนบท จึงโปรดให้สร้างพระตำหนัก ที่พักสำหรับทำงานในแต่ละภาค
พระองค์ท่านทรงเป็นนักเทคนิค นักคิด นักสังเกต อย่างเช่นเรื่องฝนเทียม ก็มาจากพระองค์ท่านรับสั่งกับเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ประเทศไทยมีโอกาสทำให้เกิดฝนตกนอกฤดูกาลได้นะ ให้ตั้งสถานีวิจัย วิจัยสารเคมี จะใช้อะไร วิจัยเรื่องการบิน บินอย่างไร วิจัยกระบวนการทำ ทำในช่วงไหน แล้วก็ทำออกมาสำเร็จ สามารถทำได้จริงๆ ต่อมาพระราชทานชื่อว่า "ฝนหลวง"
พระองค์ท่านไม่ได้ทรงเรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พระองค์ท่านสนพระราชหฤทัย ทรงเรียนรู้จากเอกสารต่างๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทรงใช้ประสบการณ์แล้วนำมาประยุกต์ใช้ปรับให้เป็นโครงการต่างๆ ได้เรื่องน้ำ ที่เสด็จฯ ไปตามที่ต่างๆ พระองค์ทรงเห็นว่า น้ำในฤดูแล้งที่โน่นแห้ง ที่นี่แห้ง ไม่มีน้ำ ฤดูฝนน้ำในสถานที่ต่างๆ มีเยอะ ดังนั้น พระองค์ท่านก็นำเข้าสู่กระบวนการเก็บกักน้ำขนาดต่างๆ ประจำหมู่บ้าน ประจำตำบล ประจำอำเภอ ประจำจังหวัด
"โครงการแก้มลิง" ก็เป็นหนึ่งแนวคิดในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2538 จึงมีพระราชดำริ "โครงการแก้มลิง" ขึ้น เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ.2538 โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกไป จึงสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้
โครงการแก้มลิงมีขึ้นเพื่อช่วยระบายน้ำ ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ เมื่อถูกระบายสู่คูคลองจะไปบำบัดน้ำเน่าเสียให้เจือจางลง และในที่สุดน้ำเหล่านี้จะผลักดันน้ำเสียให้ระบายออกไปได้ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการสืบสานต่อจากปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ.2526 จากนั้นในปี พ.ศ.2527 พระองค์มีพระราชดำริโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยกรุงเทพมหานครขึ้น โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำถนนที่อยู่ริมตลิ่งให้สูงขึ้นเพื่อให้เป็นคันกั้นน้ำ ไม่ให้น้ำทะลักเข้ามาในพื้นที่เศรษฐกิจ
นอกจากนี้พระองค์ท่านยังทรงพัฒนาพระองค์ท่านเองให้เป็นผู้รู้ จะเห็นได้ว่า พระองค์ท่านจะถือแผนที่ปึกใหญ่อยู่เสมอ เพราะนั่นเป็นข้อมูลทางวิชาการ เรื่องแผนที่ทรงชัดเจนแล้ว จะเห็นได้ว่าทุกคราวจะทรงนำแผนที่ไป เพราะข้อมูลทุกเรื่องอยู่ในนั้น ภูมิประเทศ น้ำจะไหลจากที่สูงไปที่ต่ำ ตำบลนี้ที่ไหนสูงต่ำ เดินไปมองไม่ออก แต่แผนที่แปลออกมาเป็นมิติ สายน้ำเลี้ยวไปทางไหน ที่ไหนต้นทาง มีขนาดลุ่มน้ำเท่าไหร่ ซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณน้ำได้ และแผนที่ยังแสดงให้เห็นว่าที่ไหนสร้างอ่างเก็บน้ำได้ ตรงไหนสร้างไม่ได้ พระองค์ท่านมองออกตั้งแต่เห็นแผนที่
พระองค์ท่านทรงตั้งพระราชหฤทัยที่จะทำงานเรื่องน้ำ ทรงศึกษาทั้งจากการไต่ถาม ศึกษาจากตำรา เอกสารต่างๆ จนเชี่ยวชาญ เป็นนักอ่านแผนที่ เป็นนักแปลแผนที่ นักคิดงานจากแผนที่ โดยที่ไม่ได้เข้าศึกษาจากสถาบันแห่งไหนพระองค์ท่านเก่ง ทรงพระอัจฉริยภาพ
เมื่อพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปยังพื้นที่ไหนที่่คิดว่าจะทำอะไร พระองค์ท่านยังไม่รับสั่งเป็นวิธีการ พระองค์ท่านจะไปสอบถามจากชาวบ้านในพื้นที่ เสร็จแล้วก็พระองค์ท่านก็ทรงคิดในแผนที่ เพื่อให้สอดคล้องกับภูมิประเทศ ปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ หลังจากนั้นพระองค์ท่านจะรับสั่งออกมาเป็นแนวคิด ทุกคราวจะสั่งว่า เป็นแนวคิดนะ ไปคิดให้ดี คิดให้รอบคอบ หากคุ้มก็ทำ คุ้มคืออะไร ทำแล้วเกิดประโยชน์ แก้ไขความทุกข์ยากได้ เราในฐานะเจ้าหน้าที่ก็ต้องรับสนองพระราชดำริไปทำต่อ มีบ้างบางครั้งที่แย้งไป พระองค์ท่านก็ทรงรับฟัง จะเห็นได้ว่า โครงการต่างๆ ของพระองค์ท่านจะเป็นโครงการพระราชดำริ