น่าคิดว่า ผอ.เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ออกมาคาดการณ์ ปีน่าฝนจะตกชุกมากกว่านี้ ขณะที่วันนี้เขื่อนป่าสัก ยังสมารถรับน้ำได้อีกเพียง 60 ล้าน ลบ.ม แต่สถานการณ์โดยรวมยังรับมือได้นายปัญญา กัลปสุข ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ บอกว่า วันนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ยังคงระบายน้ำอยู่ที่ 700 ลูกบากศ์เมตรต่อวินาทีเพื่อเร่งพร่องน้ำเพื่อเตรียมรับฝนตกหนักในวันที่ 14-15 ตุลาคม ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาระบุ โดยปัจจุบันมีน้ำใกล้เต็มความจุเขื่อนแล้วที่ 900 ล้าน ลบ.ม แต่การปล่อยน้ำในจำนวนมากถึง 700 ลบ.ม/วินาที ก็ส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนป่าสักเช่นอำเภอท่าเรือ และอำเภอนครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดน้ำท่วม แต่ไม่มากเท่ากับปี 2554 โดยสามารถแก้ปัญหาด้วยการปิดท่อระบายน้ำ แล้วเร่งสูบน้ำออกก็ทำให้สถานการณ์กลับเข้าภาวะปกติ ส่วนมวลน้ำก้อนนี้จะไหลไปสมทบกับน้ำจากเขื่อนเจ้าพระเจ้า ที่อำเภอบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนไหลไปยัง จ.ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยมีความกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมหรือไม่ ยืนยันว่าไม่ส่งกระทบ หากการระบายน้ำ ที่อ.บางไทร ยังไม่ถึง 3000 ลบ.ม/ วินาทีอย่างไรก็ตามนายปัญญา บอกว่าเขื่อนป่าสักเป็นเขื่อนที่น้ำเต็มเร็วและใช้น้ำหมดเป็นปีต่อปี ทั้งนี้ ได้แนะนำเกษตรกรว่าในปีหน้าควรปลูกพืชให้เร็วขึ้นกว่าเดิม โดยจากประสบการณ์ที่ผ่านมา หากแล้งติดต่อกัน 3 ปี อีก 3 ปีก็จะเป็นฝนตกชุก และปีหน้าอาจมีฝนตกหนักกว่าเดิม จึงควรบริหารจัดการน้ำอย่างรอบครอบทั้งนี้ปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำรวมกันเพียง 15,494 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 62 % เมื่อแยกดูปริมาณน้ำใช้การได้ พบว่า มีเพียง 8,798 ล้านลบ.ม. หรือ คิดเป็น 48% ยังสามารถยังสามารถรองรับน้ำได้เพิ่มอีก 9,377 ล้าน ลบ.ม.เมื่อแบ่งเป็นรายเขื่อนพบว่า เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การได้ 2,579 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 27% เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณำใช้การได้ 4,539 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 68% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำใช้การได้ 782 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 87% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำน้ำใช้การได้ 899 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 94% ของน้ำใช้การได้ทั้งหมด