นาฬิกาที่แพงที่สุดและอื้อฉาวที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นในประเทศไทย แต่นั่น.. คือภาพเมื่อ 3 ปีที่แล้ว.. ที่นาฬิกากว่า200เรือนประดับอยู่ทั่วห้องโถงรัฐสภา และห้องประชุมกรรมาธิการกว่า 100 ห้อง...
"นาฬิกาดิจิตอล เรือนละ 75000 งบประมาณกว่า 15 ล้านบาท เคยติดตั้งในห้องประชุมกรรมาธิการทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา 1 และฝั่งวุฒิสภา ที่อาคารรัฐสภา 2 โดยให้เหตุผลเพื่อให้เวลานั้นเดินตรงกัน สมาชิกรัฐสภาเดินไปลงมติที่ห้องประชุมใหญ่ได้ทัน แต่ตอนนี้ ถูกถอดออกและปรับเปลี่ยนเป็นนาฬิกาปกติอย่างที่เห็น"
เหตุผลและความจำเป็นของการติดตั้งนาฬิกาดิจิตอลสุดหรูนี้ ได้รับคำอธิบายจากอดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สุวิจักขณ์ นาควัชรชัย ว่า สภาผู้แทนราษฎรมีปัญหาในการนัดหมายเวลาประชุมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะนาฬิกาในห้องประชุมแต่ละห้องเดินไม่ตรงกัน ทำให้การบริหารเวลาเกิดความผิดพลาดเสมอ.. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจึงทำโครงการระบบนาฬิกาของรัฐสภาให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ
แต่แหล่งข่าวในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ตรวจสอบดูแลห้องประชุมกรรมาธิการยืนยันกับไพร์มไทม์ว่า ในความเป็นจริงแล้วมองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างนาฬิกาธรรมดากับนาฬิกาที่มีราคาเฉียดแสนบาท และไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าสมาชิกรัฐสภาทำหน้าที่ได้ตรงเวลามากขึ้นหลังการติดตั้งนาฬิกาไฮเทคราคาแพง
เจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร บอกกับ PRIMETIME ว่า "ผมว่าทุกคนก็คิดตรงกันในตอนนั้น ยิ่งเห็นก็ยิ่งงง ทั้งเจ้าหน้าที่ ทั้งสมาชิกรัฐสภา ว่านาฬิกานี้มันต่างจากนาฬิกาปกติตรงไหน ผมคิดว่านาฬิกาข้อมือปกติของสมาชิกฯ ก็ดูได้ หรือแม้แต่นาฬิกาที่คุณเห็นอยู่ฝาผนังตอนนี้ ก็ดูได้ แล้วที่สำคัญ เมื่อทุกคนรู้ถึงราคา ยิ่งตกใจ เรือนละเหยียบแสน มันเกินไป.... แล้วจำได้ว่านาฬิกาติดอยู่ที่ฝาผนังอยู่ไม่ได้นาน ระหว่างนั้นเดินบ้าง เสียบ้าง เจ๊งบ้าง จนสุดท้ายต้องถอดออกไป เพราะมันไม่เดิน แล้วที่เสียบ้าง เดินบ้างแบบนี้ มันเหมาะกับราคาเกือบแสนแล้วหรือไม่ นี่คือคำถามของทุกคนในตอนนั้น"
สิ่งที่หลายคนสงสัย และต้องการคำตอบก็คือ นาฬิกาดิจิตอลสุดหรูเหล่านี้ มีประสิทธิภาพกว่านาฬิกาปกติแค่ไหน และคุ้มค่ากับราคาเรือนละ 75,000หรือไม่
คำตอบที่ไพร์มไทม์ได้จาก ผู้เชี่ยวชาญคือ นาฬิกาสุดหรูนี้คือยี่ห้อ Bodetบริษัทผู้รับจ้างสั่งซื้อจากฝรั่งเศส มีบริษัทแม่ในอังกฤษ นิยมใช้ในฝั่งประเทศยุโรป สามารถเชื่อมโยงกับดาวเทียมเพื่อรายงานแสดงผลของประเทศทั่วโลก ขณะที่ความสามารถหลักอยู่ที่ระบบควบคุมการทำงานด้วยคลื่นวิทยุไร้สาย ควบคุมเวลาผ่านนาฬิกาเรือนหลักเพียงเรือนเดียว จากนั้นทั้งหมดก็จะเดินตรงกันทุกเรือน แต่ประเด็นที่ถูกตรวจสอบนั้น เป็นเพราะที่รัฐสภาจัดซื้อจัดจ้างนั้น แพงกว่าราคาที่แท้จริง ถึงเกือบ 3 เท่า
คุณบรรชา ลิมปสถิรกิจ (ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี บริษัท Techxcite คุณบรรชา ลิมปสถิรกิจ ระบุว่า "นาฬิกาตัวนี้สามารถแสดงผลเวลาต่างประเทศในระบบมาตรฐาน GMT ควบคุมการทำงานด้วยวิทยุไร้สาย นอกจากนี้ยังมีระบบต่างๆที่สามารถติดตั้งเพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้งานในทางราชการ อย่างระบบการเตือนภัยหรือระบบเวลามาตรฐานเพื่ออำนวยความสะดวกในกรณีที่ต้องการความเที่ยงตรงแม่นยำของเรื่องเวลา
ขณะเดียวกันเมื่อมีการตั้งเวลานาฬิกาเรือนหลัก นาฬิกาเรือนอื่นๆที่อยู่ในระบบทั้งหมดก็จะเปลี่ยนตามไป พร้อมติดตั้งระบบ GPS เชื่อมต่อกับดาวเทียมเพื่อแจ้งข้อมูลต่างๆ ทั่วโลกด้วย ส่วนราคาถ้าคิดเป็นเงินปอนด์จะอยู่ที่ 526.44 ปอนด์ หรือตีเป็นเงินไทยคร่าวๆได้ประมาณ 22,000 บาทเท่านั้น ไม่ถึง 75,000 ปกติจะติดตั้งในหน่วยงานที่มีความจำเป็นอย่างเช่น สนามบินชั้นนำของยุโรป หรือหน่วยงานขนาดใหญ่อย่างกระทรวงกลาโหม หรือเพนทากอนของสหรัฐ
แต่คำถามในตอนนั้นก็คือ สภาฯ มี 2 ตึก แทบจะเดินชนกัน มันจำเป็นหรือไม่ นั่นคือคำถามจากผมและสังคม"
คำถามใหญ่ที่ตามมาก็คือ ผ่านพ้นไป 3 ปี ตอนนี้ นาฬิกาสุดอื้อฉาวกว่า 200 เรือนนี้ อยู่ที่ไหนและยังทำงานอยู่หรือไม่ ไพร์มไทม์ได้รับคำตอบว่า บริษัท อิควิปแมน จำกัด ที่เป็นบริษัทคู่สัญญากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในโครงการปรับปรุงนาฬิกาภายในและภายนอกรัฐสภา ได้รื้อถอนนาฬิกาดิจิตอลทั้งหมดตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาหลังจากที่นาฬิกาไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ตั้งแต่กลางปี 2558
และแม้ว่ารายงานสรุปของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรต่อคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภาที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นประธานคณะกรรมการฯ จะยืนยันว่ายังไม่เกิดความเสียหายขึ้นจากการทำสัญญาในครั้งนี้ เพราะยังไม่ได้จ่ายเงินให้กับบริษัทผู้รับจ้าง แต่ช่วยคลายข้อสงสัยว่าที่ยังไม่ได้จ่ายเงินค่านาฬิกาให้กับผู้รับจ้าง เป็นเพราะเรื่องนี้ถูกสื่อมวลเปิดโปงก่อนหรือไม่
แต่เรื่องนาฬิกาเป็นเพียงหนึ่งในเรื่องอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในสมัยนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ เป็นประธานรัฐสภา และมีนายสุวิจักขณ์ นาควัชรชัย เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรระหว่างปี 2555 2557 ....สภาแห่งนี้ยังถูกถาโถมด้วยโครงการปรับปรุงลานหินอ่อนลานพระบรมราชานุเสาวรีย์รัชกาลที่ 7 กว่า 14 ล้าน ห้องยุทธศาสตร์ราคา 24 ล้าน ห้องสื่อมวลชน ราคา 5 ล้าน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 500 ล้านบาท
ในความเห็นของ "วิลาศ จันทร์พิทักษ์" อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบนั้น... เรื่องนาฬิกาอื้อฉาวอาจจะไม่ตกเป็นประเด็นข่าวด้วยซ้ำ ถ้ามันไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งข้อสังเกตของข้าราชการในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส. ประชาธิปัตย์ กล่าวว่า "มันคือการการตั้งคำถามกันเล่นๆ ของข้าราชการคุยกันเล่นๆ ของข้าราชการที่ถามว่านาฬิกาเรือนนี้เป็นอย่างไร ใช้การอย่างไร ราคาอยู่ที่เท่าไหร่ พอรู้ว่า 7.5 หมื่นบาท ก็เริ่มสอบ ถ้าเขาไม่บอกก็ไม่รู้ทั้งที่นาฬิกาติดมาเป็นเดือนแล้ว สุดท้ายนำมาสู่การตรวจสอบ ที่เจอเรื่องทุจริตตามมาเป็นหางว่าว"
นายวิลาศ เปิดเผยว่า เมื่อเริ่มเดินหน้าตรวจสอบ จึงพบว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างส่อเค้าการทุจริตตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่เสนองานในครั้งนั้น
"พอรู้ว่ามีกลิ่นทุจริต ก็เริ่มตรวจสอบ เรียกเอกสารไปจากอดีตเลขาฯ ก็ถูกดึงเวลา จากนั้นพอไปตรวจสอบก็พบว่ากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมันเขียนเอื้อให้กับบริษัทนี้อยู่แล้ว เมื่อเห็นชื่อบริษัททั้งหมดที่เปิดเผย ผมกับกรรมาธิการฯ จึงเดินทางไปตรวจสอบบริษัทนี้ สาขานึงอยู่แถวปิ่นเกล้า พอไปตรวจก็พบว่าไม่ได้มีคุณสมบัติตามที่เขียนในทีโออาร์เลยสักนิด แต่ตัวเจ้าของบริษัทมีความสัมพันธ์ และรู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้บริหารสภาฯชุดนั้น" วิลาศ จันทร์พิทักษ์ กล่าว
การตรวจสอบของไพร์มไทม์พบว่าบริษัทอีควิป แมน จำกัด ที่เป็นคู่สัญญากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจดทะเบียนด้วยเงินทุน 3 ล้านบาท เมื่อ 23 พฤศจิกายน 2547 รับออกแบบวางระบบ และติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงค้าขายกล้องวงจรปิด
"อีควิป แมน จำกัด"ยังเป็นคู่สัญญากับสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอยู่ 3 โครงการ ในปีงบประมาณ 2556 ทั้ง การปรับปรุงระบบแลกบัตรเข้า-ออก วงเงิน 4,150,000.00 บาท จัดทำห้องจำหน่ายสินค้าที่ระลึกรัฐสภา วงเงิน 3,840,000.00 บาท // รวมถึงโครงการปรับปรุงระบบนาฬิกาภายในและโดยรอบรัฐสภาวงเงิน 14,891,083 บาท สุดอื้อฉาวนี้
นายศราวุธ พงษ์สงวนสุข ถือหุ้นใหญ่และเป็นกรรมการเคยปฏิเสธข่อกล่าวหาว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับข้าราชการในรัฐสภา และยืนยันว่าที่ผ่านมาได้เข้าสู่กระบวนการประกวดราคาตามปกติเหมือนทุกบริษัท
ส่วนกรณีเป็นผู้รับเหมาปรับปรุงระบบนาฬิกาภายในและโดยรอบรัฐสภาวงเงินกว่า 15 ล้านบาท นั้น นายศราวุธ บอกว่า เป็นนาฬิกาแขวนผนังยี่ห้อ Bodetที่สั่งซื้อจากประเทศฝรั่งเศสโดยตรง ที่นาฬิกาทุกเรือนจะเดินตรงกันทุกนาทีและวินาทีผ่านการปรับแค่นาฬิกาตัวหลักส่วนเรื่องราคานั้น ไม่สามารถประเมินแยกเป็นเรือนได้ เพราะสั่งซื้อแบบเหมาจ่าย และยอมรับว่าล่าสุด ได้ดำเนินการรื้อถอนการติดตั้งนาฬิกาทั้งหมด 238 เรือน ออกไปจากรัฐสภาทั้งหมดแล้วโดยไม่ติดใจขอรับเงินจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
การทุจริตจัดซื้อจัดจ้างนาฬิกาสุดอื้อฉาว ที่ผ่านพ้นไป 2 ปีเต็ม ถูกตั้งคำถามว่า การดำเนินคดีและเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องในรัฐสภา คืบหน้าไปถึงไหน....ไพร์มไทม์ได้รับคำตอบจากเลขาธิการ ป.ป.ช. ว่า หลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องร้องเรียน ได้เร่งตั้ง อนุกรรมการฯไต่สวนข้อเท็จจริงการทุจริต พร้อมสั่งสอบเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนของสำนวนคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างสรุปผลการไต่สวนและเตรียมเสนอสำนวนทั้งหมดต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่เพื่อมีมติในเร็ววันนี้
สรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่า "คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นายสุวิจักขณ์ นาควัชรชัย และ อดีตประธานรัฐสภา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ตั้งแต่ปี 2557 แล้วหลังจากนั้น อนุกรรมการฯสรุปสำนวนการไต่สวนให้กับที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปครั้งหนึ่ง แต่ที่ประชุมมีมติให้นำกลับไปไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และใกล้จะรายงานสรุปสำนวนส่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่อีกครั้ง ในเร็ววันนี้ คาดว่าจะชัดเจนอย่างแน่นอน"
นอกจากกรณีนาฬิกาดิจิตอล วงเงินกว่า 15ล้านบาทแล้ว นายสมศักดิ์ และ นายสุวิจักขณ์ ยังถูกตั้งอนุกรรมการตรวจสอบการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินสูง ทั้งการปรับปรุงห้องประชุมสภา การปรับปรุงห้องนักข่าว หรือการปรับปรุงลานพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างรอวันชี้มูลจาก คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ด้วยเช่นกัน
นอกจากทั้งสองรายแล้ว ยังมีข้าราชการรัฐสภาอีก 9คน ที่ถูกตรวจสอบพบว่ามีส่วนในการทุจริตนาฬิกาสุดอื้อฉาวนอกจากจะถูกลงโทษด้วยการลดเงินเดือนแล้ว ข้าราชการเหล่านี้ยังถูกแจ้งความดำเนินคดี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรหน่วยงานต้นสังกัดและสำนวนอยู่ในมือของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรอวันชี้มูลความผิดด้วยเช่นกัน
งบประมาณที่มีจำนวนมหาศาลและต้องใช้ให้หมดในปีงบประมาณนั้นๆอาจกลายเป็นอีกหนึ่งช่องโหว่ ที่จูงใจให้เกิดการทุจริตผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะนี้ได้ไม่ยาก
"วิธีการที่มักจะเกิดขึ้น ในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างเช่นโครงการนาฬิกานี้ก็คือ จะใช้วิธีการเขียนสเปคเอื้อให้กับบริษัท ตั้งแต่ชั้นทีโออาร์ และเมื่อต้องกำหนดราคากลาง ด้วยความที่กรมบัญชีกลางไม่สามารถกำหนดราคากลางของพัสดุและชิ้นงานได้ทุกชิ้น เมื่อต้องเทียบราคากับท้องตลาด กรรมการก็จะใช้วิธีกำหนดราคากลางสูงๆ เมื่อไปหักทอนกันตอนจ่ายเงินกันในภายหลัง... วิธีการแบบนี้ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นบ่อย และขยายวงไปยังข้าราชการส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องอันตราย" สรรเสริญ พลเจียก กล่าว
เลขาธิการ ป.ป.ช. แสดงความหวังว่าการสร้างกลไกควบคุมการใช้งบประมาณสำหรับการจัดซื้อจัดจ้าง ของหน่วยงานภาครัฐผ่านกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานตรวจสอบงบประมาณอย่างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และยุทธศาสตร์ชาติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นในภาครัฐอย่างเอาจริงเอาจังของ ป.ป.ช. จะถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง