ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล สำนักงาน ก.พ. - นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่าน นายจตุพร เณรนุ่ม หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน ทำเนียบรัฐบาล ขอให้พิจารณาความผิดของคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ ปี 2545 ที่ได้อนุมัติสินเชื่อให้กับบริษัทชินวัตรไทย จำกัด ของนายพายัพ ชินวัตร ขณะที่ถูกฟ้องล้มละลายแล้ว และคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ ปี 2558 ที่ละเว้นฟ้องอาญานายพายัพ ชินวัตร จากการรื้อถอนหลักประกัน และนำลูกหนี้ออกประมูลขายในราคาต่ำกว่าเงินต้น
นายวัชระ กล่าวว่า ปี 2545 คณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ ได้อนุมัติสินเชื่อให้บริษัทชินวัตรไทย จำกัด ของนายพายัพ ในขณะที่บริษัทของนายพายัพฯ ถูกฟ้องล้มละลายแล้ว ซึ่งต่อมาเมื่อปี 2553 ศาลได้พิพากษาให้ล้มละลาย และยังมีภาระหนี้เงินต้นกับเอสเอ็มอีแบงก์ ต่อมาเมื่อต้นปี 2558 คณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ ที่มีนางสาลิลี วังตาล เป็นประธาน ได้เริ่มนำเอาลูกหนี้ NPL ออกประมูลขาย โดยมีบริษัทของนายพายัพฯ ถูกนำออกขาย ทั้งๆที่ก่อนจะนำออกขายได้ประเมินราคาหลักประกันใหม่ แล้วพบว่าอาคารโรงงานทุกหลังรวมทั้งเครื่องจักรทั้งหมด ได้ถูกรื้อถอนขนย้ายออกไปแล้ว เหลือเพียงเป็นป่าละเมาะ ประเมินราคาได้เพียงเฉพาะที่ดินว่างเปล่าเป็นเงิน 15.5 ล้านบาท
"แทนที่คณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงค์ จะชะลอการขายลูกหนี้ไว้ก่อน เพื่อดำเนินคดีกับนายพายัพฯ ฐานฉ้อโกงเจ้าหนี้ และสอบสวนกับผู้บริหารของธนาคารที่ปล่อยปละละเลย แต่กลับเร่งรีบขายบริษัทนายพายัพฯ ออกไปในราคาเพียง 10 ล้านบาท การกระทำของคณะกรรมการชุดนี้ มีเจตนาที่จะปกปิดการอนุมัติสินเชื่อโดยผิดหลักเกณฑ์ของเอสเอ็มอีแบงค์ อีกทั้งต้องการเอื้อประโยชน์ให้กับนายพายัพฯ โดยไม่ดำเนินคดีฐานฉ้อโกงเจ้าหนี้ จากการลักลอบรื้อถอนหลักประกันออกไป แต่เร่งรัดให้มีการขายลูกหนี้ออกไปโดยเร็วในราคาต่ำกว่าเงินต้น เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นความผิดตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรี โปรดพิจารณาดำเนินการความผิดของคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงค์ และผู้บริหารที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว" นายวัชระ กล่าว