เนชั่นทีวี

ข่าว

"PRIMETIME กับ เทพชัย" : มองอนาคต "บิ๊กตู่" จากสายตา "บิ๊กต๊อก"

19 ก.ย. 2559 | thitipong

"PRIMETIME กับ เทพชัย" : มองอนาคต "บิ๊กตู่" จากสายตา "บิ๊กต๊อก"

การใช้มาตรา 44 เพื่อยกเลิกการใช้ศาลทหารดำเนินคดีความที่เกี่ยวกับความมั่นคง และความผิดหมิ่นสถาบัน และจะมีการยกเลิกความผิดด้านอื่นๆ ตามมาอีก ถือเป็นการสร้างบรรยากาศในการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปีหน้า และทำให้เห็นว่า คสช.มั่นใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง ยิ่งเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ ได้สร้างความมั่นใจให้แก่ คสช.ว่า ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้น ประชาชนให้การยอมรับและเชื่อมั่น


"PRIMETIME กับ เทพชัย" : มองอนาคต "บิ๊กตู่" จากสายตา "บิ๊กต๊อก"


อาจจะไม่อยู่เหนือความคาดหมายที่จะได้เห็นพล.อ.ประยุทธ์ กลับมาอีกครั้งโดยผ่านกลไกของรัฐสภา การแถลงผลงาน 2 ปีของรัฐบาล พล.อ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมามีความหมายมากเป็นพิเศษ มันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก พล.อ. ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติใช้อำนาจภายใต้มาตรา 44ยกเลิกการใช้ศาลทหารดำเนินคดีความมั่นคงและคดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัริย์  และเป็นการแถลงผลงานท่ามกลางการคาดการณ์ถึงอนาคตทางการเมืองของ พล.อ. ประยุทธ์    
การยกเลิกการใช้ศาลทหารในคดีความมั่นคงเป็นการแสดงความมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองได้จนไม่กังวลว่าจะมีกระแสท้าทายทางการเมืองจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้ง และยังช่วยลดกระแสกดดันกลุ่มสิทธิมุนษยชนและรัฐบาลต่างประเทศ    
สำหรับพล.อ. ประยุทธ์ การแถลงผลงานครั้งเป็นมากกว่าการพูดถึงความสำเร็จในอดีต แต่ยังเป็นเวทีตอกย้ำ "แบรนด์ประยุทธ์" เพื่อสร้างการยอมรับหากจะกลับมาอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง ความสง่างามที่พล.อ.ประยุทธ์พูดถึงคงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เอง  แต่เป็นสิ่งที่กำลังค่อยๆ ถูกสร้างเสริมในรูปแบบต่างๆ  

ในความเห็นของ พล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของ คสช.  การที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติด้วยเสียงท้วมท้นส่งสัญญาณชัดเจนว่ารัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ได้รับการยอมรับจากสังคมมากแค่ไหน  แม้แต่การสำรวจความเห็นต่อความนิยมในตัวพล.อ. ประยุทธ์โดยสำนักโพลต่างๆ ก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน 

"ถ้าผมจะอ้างถึงผลโพลจะได้หรือไม่ ว่าอยากจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ต่อ 60-70% มันเป็นเครื่องยืนยันหรือไม่ว่าความพึงพอใจที่จะได้รูปแบบของการทำงานของ คสช. มันยังคงติดอยู่ เขาอาจจะไม่ยึดคำว่า พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ เขายึดรูปแบบวิธิการทำงาน ผมว่าเนื้อหาสาระสำคัญมากกว่า นั่นคือสิ่งที่มันจำเป็นที่ คสช.จะต้องตอบความต้องการของประชาชนว่า ถ้าท่านอยากได้แบบนี้ เราก็จะทำแบบนี้ไปต่อ ท่านจะใช้คำว่าควบคุม หรือ สืบทอดอำนาจ ก็แล้วแต่ใครจะใช้วาทะโวหาร ผมไม่ไปเถียงท่านดีกว่า" พล.อ. ไพบูลย์ กล่าว

แต่การกลับมาสู่อำนาจอย่างสง่างามคงต้องอาศัยมากกว่าแค่คะแนนนิยม  เพราะฉะนั้นกลไกที่เป็นหลักประกันที่ดีสุดคือเสียงของสมาชิกวุฒิสภา 250 คนที่จะรออยู่ในรัฐสภาหลังการเลือกตั้ง

พล.อ. ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า "เจตนาที่ คสช.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคัดสรร ส.ว. ก็เพื่อประคับประคอง 5 ปี ที่เขียนไว้ให้เดินได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่พรรคการเมืองจะเข้ามาเป็นรัฐบาลจะต้องรู้อยู่แล้วว่า รัฐบาล คสช.นี้ จะประคับประคองด้วยลักษณะอะไรที่จะทำ..." 
แน่นอนว่าการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งย่อมต้องมีการต่อรอง  แต่สิ่งหนึ่งที่พล.อ. ไพบูลย์เชื่อมั่นว่าจะเกิดขึ้นคือ ถ้ารัฐบาลมีคนชื่อ พล.อ. ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ยังจะบริหารประเทศในสไตล์ของ คสช. เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่น้อยควาดหวังจะเห็น

พล.อ. ไพบูลย์ ระบุว่า "สมมติ พล.อ.ประยุทธ์ ถูกเลือกจริง ก็จะต้องมาจาก ส.ส. ไม่ใช่มาจาก สว. มันก็ย่อมมีข้อคิดเห็น หรือข้อตกลง หรือข้อต่อรอง อะไรก็แล้วจะใช้วาทะ แต่เชื่อว่าจะต้องมี ไม่มีใครไม่เชื่อ แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จะประคับประคอง เหมือนกับมีวาทะกรรมออกมาว่าให้เหมือน พล.อ.เปรม ซึ่งผมว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่คนพยายามบอกว่าอย่ามี ไม่อยากต่อล้อ ต่อเถียง ซึ่งมันก็เป็นแบบโมเดลกัน ซึ่งมันเป็นความรุ้สึกคน แต่จะใช่หรือไม่ก็ไม่วิจารณ์ มันจะยืนอยุ่บนข้อต่อรองอย่างไร ถึงจะสามารถใช้วิธีการบริหารราชการแบบยุค คสช. แล้วประชาชนพึงพอใจ นี่คือโจทย์ใหญ่ของคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเคยเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่มี คสช. เต็มรูปแบบ แล้วสามารถบริหารอย่างที่เราคิด"

ภาพของ พล.อ. ประยุทธ์ คือผู้นำรัฐบาลที่แข็งกร้าวและดุดัน  แต่ถ้าต้องเผชิญกับการต่อรองทางการเมืองจากนักการเมืองในบรรยากาศที่บ้านเมืองมีความเป็นประชาธิปไตย์มากขึ้น  พล.อ. ประยุทธ์จะบริหารจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไร 


"บนพื้นฐานการเลือกตั้งแล้วมาในลักษณะต่อรอง การคิด หรือแนวคิดไม่มากก็น้อยการต่อรอง ผมถึงบอกว่าประชาชนพึ่งพอใจในลักษณะการบริหารประเทศชาติในลักษณะของ คสช. แบบนี้ใช่หรือไม่ ถึงผ่าน รธน. และ คำถามพ่วง ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงคืออะไร  ฉะนั้นส่งเหล่านี้เป็นโจทย์ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะทำเรื่องเหล่านี้ให้สำเร็จ ถ้าไม่ได้มันจะกลับมาทันที มันจะกลับมาเลยว่ามันก็ไม่แตกต่างจากนายกรัฐมนตรีคนอื่นที่ถูกครอบงำโดยคนที่เลือกตั้ง หรือ พรรค กลุ่ม ที่ออกมา นั่นคือศิลปะ ขีดความสามารถเหมือน พล.อ.เปรม ทำในยุคหนึ่ง แต่บริบทไม่เหมือนกัน  พล.อ.เปรม อาจจะมีเงื่อนไขในเวลา  20 กว่าปีมันไม่เท่ากัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะเจอเงื่อนไขแบบใหม่ขึ้นมา แล้วสามารถทำอย่างนั้นได้ขนาดไหน โดยเฉพาะโจทย์ที่ทำมาแล้ว 3 ปี แล้วคนพอใจจะทำได้แค่ไหน ถือเป็นโจทย์ใหญ่" พล.อ. ไพบูลย์ กล่าว

ในความเห็นของ พล.อ. ไพบูลย์ สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ภายใต้การควบคุมมากขึ้นหลังการบริหารประเทศสองปีของ คสช.  และการยุติการใช้อำนาจศาลทหารในดำเนินคดีมั่นคงเป็นจุดเริ่มต้นของการผ่อนคลายเพื่อปูทางกลับไปสู่สถานการณ์ที่ปกติมากขึ้น "นายกรัฐมนตรีบอกว่า ในเมื่อเราเห็นได้จากความพึงพอใจสิ่งที่ รัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง และสถานการณ์ก็อยู่ในกรอบที่ คสช. มั่นใจว่า มันเดินได้ เราก็ทำ มันก็จะเอื้อสำหรับ ต่อไปจะเห็นภาพของการหาเสียง การเลือกตั้ง หากไม่เริ่มขยับก็จะเตรียมแค่วันหรือสองวันไม่ได้ ผมเชื่อว่านายกรัฐมนตรี คงมีแนวคิดที่จะค่อยๆ ที่จะขยับหลายๆ เรื่องให้เอื้อต่อไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งและส่งผ่าน"

 มีคำถามอย่างแน่นอนว่า ถ้าหาก พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี  จะเป็นบทบาทเฉพาะของตัวเอง หรือจะมีเพื่อนร่วมเป็นร่วย์มตายจาก คสช. มาร่วมงานด้วย

ไม่จำเป็นจะต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ใครที่ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี มันก็จะต้องเลือกคนที่ไว้ใจกลุ่มหนึ่งที่มีแนวคิดแบบตัวเอง อย่าลืมว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี 3 ปี ก็ล้วนแล้วมาจากโครงสร้าง หรือ กลุ่มคนที่อยู่ใน คสช. ที่ช่วยกันประคับประคอง  แนวคิดอย่างนี้เข้าใจกันได้อยู่แล้ว เวลาการวางมันก็เป็นส่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะต้องคิดถึงกลุ่มคนตรงนี้ที่เป็นแนวคิดเดี่ยวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา เหมือนนับบริษัท ห้างร้าน  แต่จะคิดไปได้ขนาดไหนตนไม่สามารถเดา พล.อ.ประยุทธ์ ได้ว่าจะมาขนาดมากมาย เอาคนนั้นคนนี้มาตนไม่ทราบแต่เชื่อว่ามีการต่อรองทางการเมือง อย่าลืมว่า การเป็นรัฐบาลจะต้องอาศัย ส.ส...." พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว 
พล.อ. ไพบูลย์ยืนยันว่าเป้าหมายของ พล.อ. ประยุทธ์คือการสานต่อการปฏิรูปและการวางรากฐานการแก้ปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศ   เพราะฉะนั้นการมีรัฐบาลแห่งชาติที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองหลักๆ ทั้งหมด จึงอาจเป็นแนวทางที่จะลดความขัดแย้งทางการเมืองและทำให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งเดินหน้าทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องติดกับดักของการเผชิญหน้าทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา

ข่าวล่าสุด