จากกรณีผู้ประกอบการร้านนวดไทยแห่งหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวขนาดใหญ่ร้องเรียน "คมชัดลึก" ว่าถูกเรียกเก็บเงินจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากไปขอตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งพบว่า มีเฉพาะใบอนุญาตของท้องถิ่น แต่ยังไม่มีใบอนุญาตจากทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เนื่องจากอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการ เพื่อขอใบรับรองตามกฎหมายใหม่ หลังจากมีประกาศพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ 2559 ลงราชกิจจานุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 กันยายน 2559 แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจบอกว่าใบอนุญาตที่ออกโดยท้องถิ่นออกให้ใช้ไม่ได้
พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" ว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกรณีร้านนวดไทยถูกเจ้าหน้าที่เรียกเก็บเงินแต่อย่างใด แต่หากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรายใดมีพฤติการณ์ในการเรียกเก็บเงินก็ขอให้ทางผู้ประกอบการนำหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นชื่อตำแหน่ง หน่วยงาน และภาพวงจรปิด โดยให้ ไปแจ้งความดำเนินคดีได้เลย เพราะถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะเดียวกันก็อยากฝากไปยังผู้ประกอบการเองว่าควรที่จะดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายที่กำหนดเพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจจะมีการหาช่องในการเรียกรับผลประโยชน์
ในขณะที่ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ผ่านมาในพื้นที่ จ.ภูเก็ต มีการร้องเรียนกรณีเจ้าหน้าที่เรียกรับเงินจากผู้ประกอบการบ้างหรือไม่ ซึ่ง พล.ต.ต.ธีระพล กล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยได้รับการร้องเรียนแต่เป็นในกรณีอื่น ซึ่งก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน โดยบางรายก็ได้สั่งลงโทษทัณฑ์ไปแล้ว และมีบางรายก็ให้ออกจากราชการไป
แต่กรณีการเรียกรับเงินที่ผ่านมาหลายๆ ส่วน พบว่าจะเป็นลักษณะของการสมยอมกันของผู้ประกอบการซึ่งต้องการหาช่องทางเพื่อประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่การขอออกใบอนุญาตทำได้ยาก หรือไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามกฎหมายได้ จึงพยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็พบอยู่เช่นกัน ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว จึงขอให้ผู้ประกอบการปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย
นพ.บัญชา ค้าของ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การประกอบธุรกิจนวดเพื่อสุขภาพนั้นปัจจุบันยังไม่ได้ใช้บังคับพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ แต่จะมีการนำมาใช้ในช่วงปลายปี ซึ่งที่สาธารณสุขเกี่ยวข้องอยู่นั้น คือ การรับรองมาตรฐาน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมายในการบังคับจับปรับ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถที่จะไปทำการจับปรับได้ แต่กรณีที่มีการประกอบการนวดจะต้องไปขอผ่านท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.สาธารณสุข 2535 ว่าด้วยธุรกิจอันตรายต่อสุขภาพ หากไม่มีใบอนุญาตดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการจับปรับได้
ซึ่งจะไม่เกี่ยวกับในส่วนของสาธารณสุข แต่ในอนาคตเมื่อ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ 2559 บังคับใช้ผู้ประกอบการก็ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง ทั้งนี้จากการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบของภูเก็ตยังไม่พบการร้องเรียนของผู้ประกอบการแต่อย่างใด
สำหรับร้านนวดในจังหวัดภูเก็ตก่อนหน้านี้ประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมาเคยมีการร้องเรียนผ่านสื่อเช่นกันกรณีมีการอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีหลายหน่วยงานไม่เฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้นมาเรียกเก็บเงิน เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้ แม้ว่าจะมีการแสดงหลักฐานการขออนุญาตแล้วก็ตาม และยังคงมีกระแสข่าวลือมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มีผู้เดือดร้อนมาแสดงตัวแต่อย่างใด