บึ้ม!!!เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเกิดขึ้นด้านหน้าโรงเรียน ขณะที่นักเรียนจำนวนกว่า 540 ชีวิตยืนเข้าแถวอยู่หน้าเสาธงหลังจากการเคารพธงชาติผ่านไปได้ไม่ถึง 10 นาที พลังสิ้นเสียงดังระคายหูเด็กนักเรียนกรีดร้องเสียงหลงแข่งกับเสียงผู้คนและสัญญานจากรถฉุกเฉินที่ช่วยเหลือคนเจ็บจากเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดรถจักรยานยนต์หรือ จยย.บอมบ์ ขณะที่เหล่าคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาประมาณ 50 คนที่อยู่ร่วมชะตากรรมกับเด็กๆต้องสวมบทบาทครูจอมเหี้ยบเพื่อตะเบงเสียงจัดการกับเหล่าเด็กที่อยู่ในอาการตื่นกลัวและตกใจสุดขีด ก่อนตัดสินใจนำเด็กๆทั้งหมดกลับเข้าห้องอย่างเร่งด่วน
เมื่อควันระเบิดจางทุกอย่างจึงชัดเจนเมื่อจุดเกิดเหตุพบกระเป๋านักเรียนสีเหลืองระบุชื่อ "เด็กหญิงมีนตรา เว๊าะบ๊ะ"หล่นอยู่ ขณะที่ผู้เป็นพ่อ"มะเย็ง เว๊าะบ๊ะ"ขับขี่รถจักรยานยนต์มาส่งหน้าโรงเรียนตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายถูกแรงอัดระเบิดเข้าอย่างจังทำให้เสียชีวิตทันทีทั้งสองคนนอกจานี้ยังมีผู้โชคร้ายคือ"ตัสมีซี มะดาโอะ" อายุ 22 ปี พ่อค้าขายขนมโตเกียวหน้าโรงเรียนต้องมาสังเวยชีวิตเพิ่มอีกราย รวมเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้บริสุทธิ์ถึง3ราย
เหตุร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ปลอดภัยหน้าโรงเรียนไม่เพียงแค่ทำให้ครอบครัว "เว๊าะบ๊ะ" สูญเสียสมาชิกครอบครัวไปพร้อมกันถึง2คนแล้ว ชีวิตต่อไปจากนี้ของลูกชายคนโตที่ต้องสูญเสียพ่อและน้องสาวไปในคราวเดียวกันจะอยู่อย่างไร??
ด.ช.พงศภัค เว๊าะบ๊ะ หรือ "น้องอาซัน" วัย 6 ขวบนั่งเล่นอยู่กับเหล่าเพื่อนวัยทะโมนภายในบ้านเลขที่ 23/1 บ้านตาบา ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ ท่ามกลางเหล่าผู้ใหญ่มากหน้าหลายตาที่เข้ามาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจและมอบเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียเบื้องต้น
ด้วยความไร้เดียงสาของเด็กน้อยเวลานี้แม้จะรับรู้ว่าน้องสาวและพ่อได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่ในบางช่วงเวลาก็ยังเอ่ยและถามถึงน้องสาวและพ่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความไร้เดียงสานี้ทำให้ผู้พบเห็นสลดใจและเสียใจกับสิ่งที่เด็กวัยหกขวบต้องเผชิญ
โตขึ้นใครอยากเป็นทหารยกมือขึ้น???..สิ้นคำถามน้องอาซันรีบยกมือขึ้นแสดงตัวชัดเจนอยากเป็นทหารและตำรวจ พฤติกรรมของหนูน้อยสร้างรอยยิ้มปนคราบน้ำตาให้กับสมาชิกครอบครัวและผู้มาเยือน
โดยเฉพาะ"แมะละ เว๊าะบ๊ะ" ป้าแท้ๆของอาซันที่ต้องรับหน้าที่เป็นแม่บุญธรรมเพื่อให้เด็กน้อยได้รู้สึกว่ายังมีครอบครัวอยู่เหมือนเดิม ต้องตกอยู่ในสภาพร่างกายและจิตใจบอบช้ำอย่างหนัก ตาที่แดงกล่ำบ่งบอกว่าน้ำตาไม่เคยเหือดแห้งตลอด24ชั่วโมงที่ต้องพบกับความสูญเสีย
พี่สาวมะเย็ง เล่าเรื่องราวชีวิตของครอบครัวด้วยภาษายาวีหรือภาษามลายูให้ฟังแบบช้าๆว่า ครอบครัวเราอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวใหญ่รวม 6คนมีพี่ชาย พี่สาว พี่เขยของมะเย็ง รวมถึงน้องมีนตราและ น้องอาซัน ลูกสาวและลูกชายของมะเย็ง โดยที่ผ่านมามะเย็งเป็นเหมือนเสาหลักที่หาเลี้ยงครอบครัว โดยก่อนหน้านี้มะเย็งเพิ่งกลับจากไปทำงานเป็นยามที่กรุงเทพและกลับมาอยู่บ้านได้ไม่ถึงปี เมื่อกลับมาก็ทำงานรับจ้างแบกข้าวสารมีรายได้วันละประมาณ200บาท
"แม้เงินจำนวนไม่มากแต่สามารถเลี้ยงสมาชิกครอบครัวได้ไม่อดอยาก เมื่อสมาชิกครอบครัวขาดหายไปทำให้ชีวิตของคนที่เหลืออยู่ต้องประคับประคองกันเพื่อก้าวข้ามความเจ็บปวดไปให้ได้โดยเฉพาะการทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่ให้กับหลานชายที่ช่วยเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ"
เช่นเดียวกับ "ไซตง เว๊าะบ๊ะ" ป้าอีกคนของ"น้องอาซัน"ที่แม้ได้อยู่ร่วมชายคาเดียวกันแต่ก็ไปมาหาสู่กันทุกวัน ต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการประสานงานการติดต่อและจัดการธุระต่างๆที่ประเดประดังเข้ามาในช่วงนี้ แม้จะเสียใจอย่างหนักกับการเสียน้องชายและหลานสาวไปอย่างกะทันหัน
"ไม่เคยคาดคิดว่าพื้นที่ปลอดภัยหน้าโรงเรียนจะกลายเป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัยสำหรับเด็กนักเรียนไปได้ เด็กคนหนึ่งไม่รู้เรื่องราวความขัดแย้งแต่ต้องได้รับผลกระทบ แม้กระทั่งน้องชายที่เป็นคนดีเลี้ยงดูลูกสองคนไม่เคยเกี่ยงงานไม่บ่นแม้เจองานหนัก กระทั่งวินาทีที่จากไปยังทำหน้าที่พ่อไปส่งลูกชายคนโตเข้าเรียนอย่างปลอดภัยที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองตากใบ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปส่งลูกสาวที่โรงเรียนบ้านตาบา ก่อนที่มีนัดไปแบกข้าวสารหาเลี้ยงชีพที่ร้านค้าข้าวสารใกล้บ้าน" ไซตง ปล่อยโฮเมื่อรับรู้ดีว่าภารกิจของน้องชายไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก
สิ่งสุดท้ายที่ครอบครัว "เว๊าะบ๊ะ" เรียกร้องในฐานะผู้สูญเสียวันนี้ไม่ใช่แค่การร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือเยียวยาเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือขอพื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริงให้หลานชายตัวน้อยคนนี้ได้มีพื้นที่การใช้ชีวิตในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างปลอดภัย