ภาพจากกล้องวงจรปิด จับภาพแก๊งปล่อยเงินกู้กลุ่มหนึ่งระดมยิงปืนเข้าใส่บ้านพักหลายนัด จนกระจกแตกสร้างความเสียหายให้กับตัวบ้าน ในขณะที่เจ้าของบ้านซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคน อยู่กับหลายเพียงสองคนต้องอกสั่นขวัญแขวน นับเป็นภาพที่อุกอาจสะเทือนใจ
เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมแก๊งคนร้ายกลุ่มนี้ได้ และนำตัวไปดำเนินคดี พร้อมทั้งขยายผลไปสู่การจับกุมแก๊งปล่อยเงินกู้ รวมไปถึงคนที่ปล่อยเงินกู้เรียกดอกเบี้ยมหาโหดเหล่านี้
แต่ไม่น่าเชื่อว่า เหตุอุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองขนาดนี้ เจ้าของเงินกู้กลับได้รับโทษเพียงเล็กน้อย เพราะกฎหมายที่มีอยู่นั้นล้าสมัยบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผลในการเสนอร่าง พระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ต่อที่ประชุม สนช. ว่า กฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ทำให้ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ร่างกฎหมายใหม่นี้ มีสาระสำคัญคือ จะกำหนดให้การกู้ยืมเงิน แล้วเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือกำหนดข้อความอันเป็นเท็จเรื่องจำนวนเงินกู้ในหลักฐานการกู้ยืม ให้ถือเป็นความผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป โดยมีการกระทำขัดต่อความสงบเรียบร้อย ต้องรับโทษหนักขึ้น เป็นจำคุกไม่เกิน 4 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และกำหนดให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินด้วย
พ.ต.อ.ดุษฎี อารยะวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม บอกกับไพร์มไทม์ว่า กฎหมายเดิมนั้นมีโทษปรับแค่ 1 พันบาท จำคุก 1 ปี ซึงก็เป็นไปได้ว่าสมัยนั้น 1 พันบาทอาจซื้อรถได้ 1 คัน แต่เมื่อเอามาเทียบกับสมัยนี้มันล้าสมัย ที่สำคัญ นอกจากเรื่องเงินกู้นอกระบบแล้ว ยังมีแก๊งฟอกเงิน แชร์ลูกโซ่ คอลเซ็นเตอร์ ผู้มีอิทธิพลปล่อยเงินกู้
ที่สำคัญคือขบวนการเหล่านี้เป็นลักษณะองค์กรใหญ่ ติดต่อกันทางไลน์ หรือไม่ก็เฟซบุ๊ค ทำให้การติดตามแก๊งพวกนี้ยากลำบาก แต่จะเห็นแก๊งเงินกู้เป็นสติ๊กเกอร์ติดตามเสาไฟฟ้า ป้ายรถเมล์ หรือตู้โทรศัพท์