วุฒิสภาบราซิลลงมติด้วยเสียง 61 ต่อ 20 เสียงถอดถอนประธานาธิบดีรุสเซฟฟ์ วัย 68 ปี ทำให้เธอเป็นประธานาธิบดีคนแรกของบราซิลที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง แต่วุฒิสภาไม่สามารถผ่านความเห็นชอบให้ตัดสิทธิเธอดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เป็นเวลา 8 ปี ทำให้เธอยังมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่อไปได้
รุสเซฟฟ์ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายว่าด้วยความรับผิดชอบทางการคลังจากกรณีรัฐบาลกู้ยืมเงินจากธนาคารของรัฐอย่างไม่ถูกกฎหมายเพื่อนำไปปกปิดยอดขาดดุลงบประมาณในปี 2557 แต่เธอตอบคำถามระหว่างให้การต่อวุฒิสภานาน 14 ชั่วโมงตั้งแต่คืนวันจันทร์ว่ารัฐบาลอาจมีความผิดพลาด แต่เธอไม่บริสุทธิ์ ไม่ได้ก่ออาชญากรรม
รุสเซฟฟ์ กล่าวต่อผู้สนับสนุนที่ด้านนอกทำเนียบประธานาธิบดีเมื่อวาน โดยกล่าวหาว่ามติของสภาเป็นการลงโทษผู้บริสุทธิ์และถือว่าเป็นการก่อรัฐประหารทางรัฐสภา พร้อมทั้งประกาศว่าจะกลับมาอีกครั้ง
และหลังวุฒิสมาชิกถอดถอนรุสเซฟฟ์ นายมิเชล เตแมร์ วัย 75 ปี รองประธานาธิบดีที่รักษาการตำแหน่งประธานาธิบดีช่วงที่รุสเซฟฟ์ถูกพักราชการตั้งแต่พ.ค. ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ โดยจะอยู่จนครบวาระของรุสเซฟฟ์ในปี 2561 และเขาประชุมร่วมกับคณะรัฐมนตรีทันที พร้อมทั้งให้สัญญาว่าจะดำเนินการปฏิรูปต่างๆเพื่อฟื้นฟูประเทศที่ผจญเศรษฐกิจถดถอย สร้างความปรองดองภายในประเทศและสร้างเสถียรภาพทางการเมือง
แต่เขาเผชิญกระแสต่อต้านจากทั้งวุฒิสมาชิกและประชาชนที่สนับสนุนของนางรุสเซฟฟ์ ทันที และมีการชุมนุมของผู้สนับสนุนนางรุสเซฟฟ์ทั้งที่ด้านนอกรัฐสภาในกรุงบราซิเลีย และในหลายเมือง รวมถึง เซาเปาโล และริโอ เดอ จาเนโร โดยเฉพาะในเซาเปาโลตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาสลายฝูงชนที่จุดไฟเผาขยะปิดกั้นถนน และบุกทำลายร้านค้า
นอกจากนี้การถอดถอนนางรุสเซฟฟ์ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของบราซิลกับชาติเพื่อนบ้านในอเมริกาใต้แล้ว โดยเวเนซุเอลา เอกวาดอร์ และโบลิเวีย เรียกนักการทูตประจำบราซิเลียกลับประเทศเพื่อเป็นการประท้วง เวเนซุเอลาประกาศระงับความสัมพันธ์ทางการทูตและการเมืองกับบราซิลด้วย แต่บางชาติ เช่น อาร์เจนตินา ชิลี และปารากวัย บอกว่า เคารพการตัดสินใจของวุฒิสภาบราซิล