มธ.แนะ กฟผ.ทบทวนนโยบายผลิตไฟฟ้าจากถ่าน! แก้โลกร้อน

มหาวิทยาลัยธรรมตั้งเป้า ปี 2560 ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ บนหลังคาที่ใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัยในเอเชีย แนะกฟผ. ทบทวนนโบายถ่านหิน ติดตามเรื่องนี้กับคุณธัญพิสิษฐ์ เลิศบำรุงชัย
ข่าว
นี่คือแผงโซลาร์รูฟท็อบที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาโรงอาหาร ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จำนวน 500 แผ่น
แค่เพียงส่วนนี้ส่วนเดียวสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเทียบได้เท่ากับ 10 หลังคาเรือน
ในเฟสแรกมหาวิทยาลัยธรรมติดตั้งโซลารูฟบนหลังคาตามอาคาร ไปแล้ว ได้กำลังการผลิตกระไฟฟ้า 6 เมกะวัตต์
และจะขยายต่อเนื่องในเฟสที่สอง อีก 9 เมกะวัตต์ รวมเป็น 15 เมกะวัตต์ ภายในปี 2560 ซึง่จะนับเป็นมหาวิทยาลัย ที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และอันดับ 4 ของโลก
ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ใช้ไฟฟ้าปีละ 70 ล้านหน่วย เฉลี่ยวันละ ประมาณ 190,000 หน่วย สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เองได้ละ 75,000 หน่วยต่อวันหรือคิดเป็นร้อยละ 30-40อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกในงานแถลงข่าว เปิดตัวโครงการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟท็อปว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อม และพลังงานเป็นปัญหาที่ทั่วโลกหาหนทางแก้ไข เขาหวังว่า นี่จะเป็นเริ่มจุดเริ่มต้น ให้นักศึกษาเห็นความสำคัญของพลังงานทดแทน
ขณะที่ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ปัญหาโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีที่มาจากการใช้พลังงานฟอสซิส ทั้งน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่อากาศ ซึ่ง ประเทศไทยผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงจากฟอสซิส ร้อยละ 70 ดังนั้น การใช้ไฟฟ้าของผู้คนทุกครั้ง จึงเป็นสาเหตุของปัญหาโลกร้อน เขาแนะนำให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทบทวนนโยบายการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน ศ.ดร.ดุสิต เครืองาม บอกในฐานะกรรมการ บริษัท โซลาร์ตอน จำกัด (มหาชน) ผู้รับเหมาติดโซลาร์รูฟภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าใน 1 เมกะวัตต์ ต้องลงทุน 50 ล้านบาทสำหรับไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์
แต่ นอกจากการติดตั้งโซลาร์รูฟผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตแล้ว ยังมีแผนเตรียมขยายพื้นที่ การติดตั้งหลังคาโซล่ารูฟ ไปยังศูนย์ต่างๆ ทั้งหมด ได้แก่ท่าพระจันทร์ พัทยา และศูนย์ลำปาง ตามลำดับ ด้วย