เมื่อเวลา 03.30 น.วันที่ 23 สิงหาคม พ.ต.อ.สราวุธ จินดาคำ รอง ผบก.น.2 พร้อมด้วย พ.ต.ท.คมสพัสส์ ทองคำนิธิวิลากุล รอง ผกก.ป.สน.โคกคราม พ.ต.ท.พีรรัฐ โยมา สวป. สน. โคกคราม ร่วมกันนำกำลังตำรวจป้องกันและปราบปราม สน.โคกคราม จับกุมตัวนายกิตติวัฒน์ หริ่งสำโรง อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาอ้างตัวเป็นตำรวจยศสาวรวัตรกองปราบปราม พร้อมของกลาง วิทยุสื่อสาร สีแดง-ดำ จำนวน 2 เครื่อง บัตรประจำตัวบริษัทรักษาความปลอดภัยของเอกชน จำนวน 3 ใบ พร้อมระ บุ"ร.ต.อ.กิตติวัฒน์ หริ่งสำโรง" ทุกใบ และรถ จยย. ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีขาวคาดแดง ติดตราสัญลักษณ์กองบังคับการปราบปราม ไว้ด้านหน้า ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนโดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณด้านหน้าร้านเหมือนฝัน คาราโอเกะ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กทม.
สืบเนื่องมาจากมีร้านอาหาร สถานประกอบการในพื้นที่จำนวนหลายแห่ง ร้องเรียนมาว่ามีชายไม่ทราบชื่อ มักขับขี่รถ จยย.คันดังกล่าว ที่มีการติดตราสัญลักษณ์กองบังคับการปราบปราม มานั่งรับประทานอาหารตามร้านต่างๆ พร้อมทั้งอ้างตัวเป็นนายตำรวจ ตำแหน่ง"สารวัตรกองปราบ" บ้าง เป็น "สารวัตรปราบปราม สถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง" บ้าง เมื่อรับประทานอาหารเสร็จจะไม่ยอมจ่ายค่าบริการแต่อย่างใด พร้อมทั้งข่มขู่เจ้าของร้านอีกด้วย
ต่อมา เมื่อเวลาประมาณ 23.30 น. วันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ขณะที่ พ.ต.ท.พีรรัฐ โยมา สวป.สน.โคกคราม กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้น ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุ สน.โคกคราม ว่าพบชายรายดังกล่าวเข้ามาก่อเหตุลักษณะดังกล่าวอีกครั้ง ภายในร้านเหมือนฝัน คาราโอเกะ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. จึงนำกำลังไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงพบนายกิตติวัฒน์ เจ้าตัวยังอ้างว่าเคยรับราชการเป็นตำรวจ แต่ได้ลาออกมาแล้ว พร้อมทั้งอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาไม่จ่ายค่าอาหารแต่อย่างใด เพียงแค่ขอค้างชำระไว้เท่านั้น ซึ่งระหว่างสอบถามนายกิตติวัฒน์ให้การวกไปวนมา เจ้าหน้าที่จึงขอทำการตรวจค้นพบวิทยุสื่อสาร และบัตรประจำตัวดังกล่าว รวมทั้งในร่างกายไม่พบเงินสดติดตัวมาแต่อย่างใด จึงควบคุมตัวสอบสวน ที่ สน.โคกคราม
สอบสวน ผู้ต้องหา ให้การยอมรับสารภาพ ว่าตนไม่มีเงินติดตัวมาแต่อย่างใด เนื่องจากตกงาน ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง จนขาดรายได้ จึงต้องมากระทำการลักษณะดังกล่าว ซึ่งตนไม่เคยรับราชการเป็นตำรวจมาก่อน สาเหตุที่ต้องแอบอ้างแบบนี้ เนื่องจากต้องการให้ร้านเกรงใจ และสามารถค้างค่าอาหารไว้ได้ตนยอมรับว่าวันนี้เพียงต้องการมาขอดื่มน้ำเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาไม่ชำระค่าอาหารแต่อย่างใด และทำลักษณะนี้มาได้เพียง 1 เดือน ในท้องที่โคกครามเท่านั้น ส่วนวิทยุสื่อสารทั้ง 2 เครื่องเป็นของตนจริง แต่ไม่มีใบรับอนุญาต
อย่างไรก็ตามทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การต้องทำการสอบสวนขยายผลอีกครั้ง นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ต้องหาเคยติดคดี ฉ้อโกงค่าอาหาร พื้นที่ สน. โชคชัย ปี 2549 ทั้งนี้หากมีผู้เสียหายรายใดถูกคนร้ายรายนี้ก่อเหตุลักษณะดังกล่าว สามารถเข้าแจ้งความเพื่ออายัดคดีเพิ่มเติมได้ที่ สน.โคกคราม เพื่อไม่ให้เจ้าตัวออกไปสร้างความเดือดร้อน รวมทั้งสร้างเสียหายให้กับวงการตำรวจได้อีก เบื้องต้นแจ้งข้อหา "มี ใช้ ซึ่ง เครื่องวิทยุคมนาคม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต" ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป