โดยมี "อัจจิมา แสนยากร" และ "กัมปนาท แสนยากร" สองพี่น้องรับหน้าที่ดูแลงาน และต้อนรับบุคคลแปลกหน้าที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะได้พบเจอได้อย่างเข้มแข็ง ในฐานะลูกที่ขอทำหน้าที่เพื่อแม่เป็นครั้งสุดท้าย "6โมงเช้าทุกวันแม่จะโทรมาปลูกให้ตื่นไปทำงาน เสียงบ่นและคำสั่งการของแม่เป็นเหมือนนาฬิกาปลุกที่มีชีวิต เช่นเดียวกับเช้าวันที่12สิงหาฯวันแม่แห่งชาติเสียงที่ได้ยินกลายเป็นเสียงสุดท้ายที่ต้องจดจำ"อัจจิมา กล่าวพร้อมปาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอย่างไม่มีวี่แววจะหยุดไหลจากดวงตาที่บวมเปล่งอันบ่งบอกได้ถึงความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญแสนสาหัส
วันแม่แห่งชาติปีนี้เธอและน้องชายในวัย22ปีต้องสูญเสียแม่โดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งที่ความจริงแล้วเย็นวันนี้มีแผนที่จะกินข้าวร่วมกันในวันแม่แห่งชาติ วันที่แม่และลูกรวม3 คนจะได้อยู่พร้อมหน้าที่บ้านเพื่อทำกับข้าวกินกันตามประสา ได้พูดคุยได้หยอกล้อกันในวันสำคัญที่หนึ่งปีมักจะทำกันประจำเหมือนเป็นกิจกรรมพิเศษในวันแม่แห่งชาติ แม้ครอบครัวนี้จะไม่ได้ออกไปฉลองอย่างคนอื่นๆแต่กิจกรรมที่ทำพร้อมหน้าคือสิ่งที่ดีที่สุดในมุมของครอบครัวพอเพียง เพราะด้วยวิถีชีวิตการทำงานของคนในครอบครัวนี้เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างมีหน้าที่ในการทำมาหากิน
ผู้เป็นแม่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่ตีสาม เพื่อไปทำงานกวาดถนนตามหน้าที่รับผิดชอบในตำแหน่งพนักงานเทศบาลเมืองสุราษฎร์ธานี ขณะที่ลูกอีกสองคน ทุกวันเวลา8โมงเช้าต้องไปทำงานเป็นลูกจ้างร้านก๋วยเตี๋ยวในตัวเมือง การพบหน้ากันจึงเป็นช่วงเย็นและค่ำ แต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยทำให้เมื่อถึงบ้านก็ต่างคนต่างพักผ่อนกิจกรรมรรวมกันจึงน้อยแต่สิ่งที่ไม่น้อยไปตามเวลาเรากลับมีกันและกัน คุยกันสนิทกันเหมือนเพื่อนเมื่อยามมีปัญหาเราจะรวมกันเป็นหนึ่งคุยกันทุกเรื่อง การสูญเสียแม่ไปในวันแม่แห่งชาติความเจ็บปวดนี้เพิ่มทวีคูณเมื่อมีผู้ถามถึงเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เข้าใจในสถานการณ์ที่ไม่สามารถเลี่ยงได้
"อัจจิมา" บอกสั้นๆถึงเหตุการณ์ครั้งสุดท้ายในเช้าวันแม่ฯ ขณะที่จะออกไปทำงานเวลาประมาณ 8 โมงได้โทรหาแม่เพื่อจะถามถึงเส้นทางที่อาจมีการปิดการจราจรในบางสายเพื่อจัดกิจกรรมวันสำคัญ แต่ปลายสายกลับไร้การตอบรับทำให้แปลกใจเพราะไม่ค่อยมีที่แม่จะไม่รับสายลูก
กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์ของป้าโทรเข้ามาบอกข่าวร้ายที่ทำให้ช็อคและทรุดกับชะตาที่ไม่คาดคิด "ทันทีที่เห็นสภาพแม่ภายในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี จากที่ร้องไห้เพราะห่วงแม่และอยากเห็นแม่กับตาตัวเองจนเมื่อได้เห็นเหมือนโลกหยุดหมุน น้ำตาหยุดไหลรินบอกตัวเองในใจให้แม่ไปเถอะและบอกหมอไม่ต้องรั้งไว้"
เธอหยุดเล่าเพื่อตั้งสติอีกครั้งที่หวลนึกถึงเรื่องราว ก่อนจะเล่าต่ออีกว่า ปกติแม่เป็นคนที่กลัวเลือดมาก แต่สภาพที่แม่เจอคือเลือดท่วมตัวและขาแม่ไม่มีแล้ว ทำให้เชื่อได้เลยว่าหากแม่อยู่..แม่คงเจ็บและกลัวมากในฐานะลูกที่เห็นสภาพก็รู้ได้ทันทีแม่คงไม่อยากอยู่แล้วแน่ นี่คือเรื่องราวของลูกสาวในวัย25ปีที่สูญเสียแม่ไปในวันแม่แห่งชาติ และวันนี้ต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักดูแลน้องชายต่อจากผู้เป็นแม่เพื่อก้าวเดินต่อไปด้วยกันอย่างเข้มแข็งและขอแม่อย่าได้ห่วงได้เพราะว่าลูกแม่ทั้งสองคนจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่เป็นคนดีอยู่ในสังคมนี้ต่อไปแม้หัวใจจะเต็มไปด้วยความบอบช้ำก็ตาม