เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 59 รายงานข่าวจากศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) แจ้งว่า ภายหลังที่สำนักการโยธา กทม. วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์(วสท.) และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจความปลอดภัยของอาคารห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้าเขตบางพลัด หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น จากการตรวจพื้นที่พบว่าบริเวณชั้น 1 3 สภาพยังค่อนข้างดี แต่บริเวณชั้น 4 เสียหายเกือบทั้งหมด ถึงแม้บริเวณชั้น 1 3 ที่ยังมีสภาพค่อนข้างดีอยู่ ก็จะยังไม่เปิดให้ใช้งานจนกว่าจะตรวจสอบจนแน่ใจหรือชัดเจนว่ามีความปลอดภัยแล้วจึงจะเปิดให้ใช้งาน แต่ขณะนี้สำนักงานเขตบางพลัดได้แจ้งให้เจ้าของอาคารหยุดใช้อาคารแห่งนี้ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน พร้อมทั้งให้เจ้าของอาคารเร่งตรวจสอบความเสียหายของอาคารอย่างละเอียด รวมถึงการแจ้งขออนุญาตรื้อถอนส่วนที่เสียหายให้เรียบร้อย จากนั้นหากจะมีการปรับปรุงอาคารใหม่ก็ต่องมีการยื่นแบบขออนุญาตปรับปรุงอาคารอีกครั้ง
"จะต้องดูรายละเอียดต่างๆ ด้วยความรอบคอบ ซึ่งที่ผ่านมากทม.ได้มีมาตรการเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยของอาคารทุกประเภทในพื้นที่โดยตลอด แต่สิ่งสำคัญเจ้าของอาคารต้องหมั่นตรวจสอบ และใส่ใจดูแลอาคารให้มีความสมบูรณ์ แข็งแรง และพร้อมตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ประชาชนต้องได้รับความปลอดภัยสูงสุด" รายงานข่าวระบุ
ด้านรายงานข่าวจากวิศวกรรมสถานฯ ระบุว่า สำหรับอาคารห้างสรรพสินค้าเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สาขาปิ่นเกล้า แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกด้านขวามือสร้างเมื่อปี 2522 ต่อมาได้ต่อเติมส่วนที่ 2 บริเวณตึกด้านซ้ายในปี 2548 สำหรับตึกด้านขวาเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ที่ 1 8 และตึกด้านซ้ายเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ที่ 9 13 จากการตรวจสอบภายในพบจุดไฟไหม้บริเวณป้ายไฟหน้าโรงภาพยนตร์ที่ 7 จึงสันนิษฐานว่าต้นเพลิงอาจเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรบริเวณป้ายไฟดังกล่าว แล้วลุกลามไปยังโรงภาพยนตร์อื่นๆอย่างรวดเร็ว เนื่องจากวัสดุอุปกรณ์ในโรงหนังส่วนใหญ่เป็นเบาะและพรหม จึงอาจเป็นปัยจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้ติดไฟได้ง่าย โดยพื้นที่บริเวณชั้น 4 ของตึกขวาได้รับความเสียหายเกือบทั้งหมดและความร้อนได้ทำให้โครงสร้างหลังคาเหล็กโค้งงอผิดรูปและยุบตัวลงมาแต่ยังไม่ได้พังถล่ม
รายงายข่าวระบุด้วยว่า เพื่อความปลอดภัย เจ้าของอาคารต้องทำการขออนุญาตรื้อถอนโครงหลังคาและอุปกรณ์ต่างๆ บริเวณชั้น 4 โดยเร็วที่สุด
นอกจากนี้ ทางวิศวกรรมสถานฯและกทม. จะได้หารือแนวทางการผลักดันและยกระดับมาตรฐานกฎหมายควบคุมอาคารต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้มีความครอบคลุม เนื่องปัจจุบันในกรุงเทพฯยังมีอาคารเก่าอยู่เป็นจำนวนมาก และพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2550 อาจไม่มีผลบังคับใช้กับอาคารเก่าที่ก่อสร้างมาก่อน จึงอยากขอความร่วมมือเจ้าของอาคารตรวจสอบอาคารให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากอาคารต่างๆ มีการก่อสร้างถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะช่วยให้ประชาชนที่อยู่ในอาคารได้รับความปลอดภัยมากขึ้นได้