อีกเพียง 17 วัน ก่อนจะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ดูเหมือนว่าบรรยากาศและการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ที่พวกเขา ต้องตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับ กลับไม่คึกคักเท่าที่ควร
ความเงียบหรือความตื่นตัวของภาคประชาชนเช่นนี้ เป็นคำถามที่ถูกโยนไปถึง ฝ่ายปฏิบัติการณ์ของ กกต. ว่า อ่อนประชาสัมพันธ์เกินไปหรือไม่
สิ่งแรกเลย ที่ กกต. ถูกตั้งคำถาม ทำไมประชาชนจำนวนมากยังไม่ได้รับเอกสารร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับเต็มเสียที
แม้ จะมีข้ออ้างจาก กกต. ที่เลือกแก้กฎหมาย ในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีข้ออ้างในเรื่องงบประมาณ จนไม่สามารถที่จะแจกร่างรัฐธรรมนูญให้ครบทุกครัวเรือนจัดพิมพ์ได้เพียงแค่ 1 ล้านฉบับ ขณะที่มีผู้มีสิทธิทั่วประเทศถึงประมาณ 50 ล้านคน
ผลกระทบในประเด็นนี้ มีการผูกโยงไปสู่ปัญหาที่ว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนญไม่ถึงมือประชาชน การเข้าใจเนื้อหาที่แท้จริง จะกลายเป็นสิ่งไกลตัว และด้วยถ้อยคำในเนื้อหารัฐธรรมนูญ ที่ซับซ้อนเกินไป ทำให้ประชาชน จำนวนหนึ่ง ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ในการลงประชามตินี้ มีคำถามพ่วง ที่ต้องตอบถึง 2 ข้อ สอดคล้องกับ ก่อนหน้านี้ที่ กรุงเทพโพลสำรวจความเห็นของประชาชน ระหว่างวันที่ 5 - 7 กรกฏาคมที่ผ่านมา โดยสอบถามเกี่ยวกับการรณรงค์ประชามติของภาครัฐ
โดยพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 79 เปอร์เซนต์ ยังไม่ค่อยเห็นการรณรงค์ประชามติ ขณะที่ประชาชน 66 เปอร์เซนต์ ระบุว่า ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างน้อย
ความสับสนทั้งหมดนี้ ดูเหมือนว่า แทนที่ กกต. จะเร่งรณรงค์ให้ประชาชนมาให้สิทธิออกเสียง แต่กลับเน้นงานด้าน"จับกุม" หรือไล่ล่าหาคนผิดที่มีความเห็นต่างกับการลงประชามตินี้ มากเกินไป
จนกลายเป็นการปะทะด้านความคิด มากกว่า ข้อเท็จจริงในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญว่ามีข้อดีหรือข้อด้อยอย่างไร และเป็นเหตุให้กลุ่มที่เห็นต่าง โจมตีว่าแม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะแม้ผ่านประชามติ แต่ก็ไม่ชอบธรรม
แต่ กกต. ได้ออกมาแก้เกมด้วยการเจรจากับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เพื่อจัดเวทีดีเบต โดยระดมจัดแบบติดๆกันในช่วงท้าย 10 วันสุดท้าย ใน 10 ประเด็นหลัก
อนุพงษ์ ไชยฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ด้านข่าว ของไทยพีบีเอส ให้รายละเอียดว่า รูปแบบจะเชิญวิทยากรทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายเห็นต่างมาร่วมให้ข้อมูล โดยไม่ได้มีการล็อกเสป็กวิทยากรแต่อย่างใด และเทปแรกจะออกอากาศในวันที่ 25 กรกฎาคม นี้
ส่วน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์วันนี้ว่า โค้งสุดท้ายก่อนวันลงประชามติรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะแต่ละฝ่ายก็ทำหน้าที่ของตัวเองอยู่ และหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็คงร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา แต่ไม่อยากให้มีใครมาบังคับว่า จะต้องมีสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเหมือนปี 2540 โดยให้ประชาชนมีสิทธิ์ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะขอตัดสินใจแก้ปัญหาเอง
การให้สัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี ครั้งนี้ ยังคงตอบคำถามนักข่าวด้วยอารมณ์ไม่สู่ดีนัก โดยเฉพาะคำตอบของคำถามที่ว่า ในการลงประชามติครั้งนี้จะเปรียบได้หรือไม่ว่าประชาชนตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอาคสช. "....จะเอาหรือไม่เอาผมก็อยู่ จนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่ จบหรือยังผมก็ทำรัฐธรรมนูญให้ได้ ไม่เช่นนั้นมันก็เลือกตั้งไม่ได้ ก็แค่นั้นเองแล้วจะทำไมถ้าประชามติไม่ผ่าน จะให้ผมรับผิดชอบ มันไม่ใช่เพราะผมไม่ได้เป็นคนร่าง แต่เป็นคนรับผิดชอบที่จะต้องทำใหม่...."
ขณะที่ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงยืนกรานว่า จะไม่ร่วมดีเบต ในครั้งนี้โดยให้เหตุผลว่า เลยเวลาที่จะทำเรื่องดังกล่าวแล้ว เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติเป็นเรื่องที่จะกลับไปแก้ไขไม่ได้ อยู่ในวาระที่จะเอาหรือไม่เอาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น
"บางครั้งเราพบว่าการจัดเวทีดีเบตมีการจัดฉากไม่เป็นธรรมชาติ เราไม่อยากทะเลาะ หรือทำให้ดูไม่ดี เราก็ฟังได้ พูดไปเถอะ แสดงความเห็นได้ ให้อยู่บนพื้นฐานของลายลักษณ์อักษร และอ่านให้จบก็แล้วกัน ส่วนกรณีที่กรธ. จะใช้เอกสิทธิส่วนตัวร่วมเวทีกับผู้ใดนั้น ก็สามารถทำได้ เป็นเอกสิทธิของเขา" นายมีชัย ฤชุพันธ์ กล่าว