ประกาศฉบับนี้ ขยายข้อความและอำนาจเพิ่มจาก ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97 และฉบับที่ 103 ที่กำหนดข้อห้ามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบางประเภทนั้น
คำสั่งฉบับล่าสุดของ คสช.ให้เหตุผลว่าข้อมูลข่าวสารตามประกาศดังกล่าวมีลักษณะเป็นข้อมูลข่าวสาร ที่ต้องห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ออกอากาศ ตามมาตรา 37 แห่ง พระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551
เนื้อหาของคำสั่ง ข้อ 2 คสช.มอบอำนาจให้ กสทช.จัดการกับสื่อเท่ากับเป็นการติดดาบให้ กสทช.จัดการกับสื่อที่แสดงความเห็นคัดค้าน คสช.ตั้งแต่ช่วงการร่างรัฐธรรมนูญ-การบริหารงานของรัฐบาลและคสช. สถานการณ์การเมืองในช่วงนี้และอนาคต รวมทั้งช่วงรณรงค์ประชามติ 7 สิงหาคมนี้ด้วย
แหล่งข่าวจากฝ่ายกฎหมาย คสช. ยอมรับกับ PRIME TIME ว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ในการกำกับดูแลเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ หลังจากมีสื่อทีวีอย่างน้อย 2-3 ช่อง ยังคงเสนอข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการลงประชามติ การดำเนินการของทีวีช่องดังกล่าวทำให้เกิดกระทบกับภาพรวมความมั่นคงประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. จำเป็นต้องออกคำสั่งฉบับนี้
แหล่งข่าวบอกด้วยว่า ทีวี 2-3 ช่อง ที่ถูกจับตาป็นพิเศษคือช่อง พีชทีวี โดยเฉพาะหลังจากศาลปกครองสั่งคุ้มครองทำให้พีชทีวี ยิ่งเสนอข่าวสุ่มเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งทาง คสช. เกรงว่าหากปล่อยเอาไว้ เกรงว่าจะมีทีวีช่องอื่นๆ นำไปเรียนแบบจนส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศตามโรดแม็ปที่ได้กำหนดไว้
นายพีรพงษ์ มานะกิจ กรรมการ กสทช. ยอมรับกับไพร์มไทม์ ว่า คำสั่งของหัวหน้า คสช.เป็นการให้อำนาจ กสทช.ในการพิจารณาผู้ได้รับใบอนุญาตในกิจการวิทยุและโทรทัศน์ ว่าไม่ให้ละเมิดคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 97 จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวจะไม่มีสิทธิในการขอความคุ้มครองตามที่กฎหมายกำหนด