แหล่งข่าวจากกองทัพ บอกกับ ไพร์มไทม์ ว่า กองทัพเตรียมปฏิวัติการจัดซื้ออาวุธใหม่ทั้งหมด โดยใช้วิธีจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ และหากซื้ออาวุธจากประเทศใด ประเทศนั้นก็ต้องรับผิดชอบด้วย หากพบว่า อาวุธที่ซื้อมาไม่สามารถใช้งานได้จริง
เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด จีที 200 ที่อื้อฉาวไปทั่วโลก เกือบ 20 ประเทศที่ตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อว่าสามารถใช้งานได้จริง จนตัดสินใจซื้อไปร่วม 20 ประเทศ กระทั่งมีการพิสูจน์ว่า เป็นเรื่องลวงโลก และเกิดการฟ้องร้อง จนนำไปสู่การยึดทรัพย์บริษัทผู้ผลิตและนำทรัพย์สินที่ยึดได้มาเยียวยาประเทศต่างๆ ยกเว้นประเทศไทย ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าเสียหายจากมหกรรมลวงโลกครั้งนี้ไปจำนวนเท่าใด
แหล่งข่าวจากกองทัพ บอกกับ PRIME TIME ว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานที่จัดซื้อ จีที 200 มาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสรุปตัวเลขความเสียหาย และจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากใครได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่าย บริษัทผู้ผลิต
นายยงยุทธ มะลิทอง รองเลขาธิการ ป.ป.ช.ยืนยันในที่ประชุม ว่า ทั้ง 12 คดีในมือปปช. ที่ไต่สวนเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับ จีที 200 จะเสร็จในเดือนกันยายนนี้ ยกเว้นคดีเดียวที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ที่คาดว่า จะแล้วเสร็จในช่วงสิ้นปี
พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ บอกว่า ดีเอสไอได้ตรวจสอบเรื่องนี้ 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนของเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนร่วมทุจริต ซื้อเกินราคาได้ส่งให้ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการ ส่วนกรณีบริษัทผู้จัดจำหน่ายหลอกลวงให้บริษัทตัวแทนซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างได้ให้ส่งสำนวนคดีให้อัยการพิจารณาแล้ว
ขณะที่การดำเนินคดีกับบริษัทผู้นำเข้า ดีเอสไอได้ประสานให้อัยการฝ่ายคดีต่างประเทศขอเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศอังกฤษไปตั้งแต่ปลายปี 2557 แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับคำตอบ คาดว่าการดำเนินการระหว่างประเทศอาจต้องใช้เวลานาน
แหล่งข่าวจากดีเอสไอ บอกว่า เรื่องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐนั้น สำนักคดีความมั่นคง ได้สืบสวนแล้ว ส่วนราชการรวม 11 หน่วยงาน มีความเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วยงานอาจเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และดีเอสไอส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2554
ส่วนการดำเนินคดีอาญากับบริษัทเอกชนที่เป็นตัวแทนผู้ผลิต ผู้จำหน่ายหรือตัวแทนจำหน่าย คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติ ให้รับกรณีบริษัทเอกชนซึ่งเป็นผู้ผลิตผู้จำหน่ายหรือตัวแทนจำหน่าย ซึ่งมีพฤตการณ์ฉ้อโกงหรือลวงขาย เป็นคดีพิเศษจำนวนทั้งหมด 16 คดี โดยหน่วยงานรัฐที่เป็นผู้เสียหายได้จัดซื้อมาทั้งหมด ประมาณ 1,398 เครื่อง มูลค่าความเสียหายประมาณ 1,134 ล้านบาท
ทั้งนี้ ดีเอสไอได้สรุปสำนวนและสั่งฟ้องผู้ต้องหาฐานหลอกลวง และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557