"แรงงานเมียนมาร์นับล้านคนที่ทำงานในไทยต่างคาดหวังว่าจะได้รับการดูแลและคุ้มครองจากไทยมากขึ้นโดยเฉพาะเมื่อนางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ แห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาเดินทางมาเยือนไทย"
ผอ.ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ปัจจุบันคาดว่ามีแรงงานข้ามชาติ 3 สัญชาติทั้งเมียนมา กัมพูชาและลาวซึ่งได้รับอนุญาตทำงานอย่างถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายกว่า 3 ล้าน 7 แสนคนโดยในจำนวนนี้เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของแรงงานข้ามชาติทั้งหมด ดังนั้น แรงงานเมียนมาจึงเป็นกำลังหลักที่ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องพึ่งพิงในการผลิต เนื่องจากคนไทยรุ่นใหม่ไม่นิยมทำงานในโรงงาน โดยแรงงานเมียนมาจะทำงานในไทยเพื่อเก็บเงินเฉลี่ยคนละ 5 ปีก็จะกลับประเทศไปลงหลักปักฐานดูแลครอบครัวผศ.ดร.นฤมลมองว่าการที่อองซาน ซูจี ได้ระบุว่าขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย คาดว่าเธอคงต้องการให้แรงงานเมียนมาทำงานในไทยอย่างถูกกฎหมาย มีการจดทะเบียนและได้รับสิทธิเดินทาง มีเอกสารรับรองโดยอาจจะออกเป็นพาสสปอร์ตชั่วคราวหรือเป็นพาสสปอร์ตเลย เพื่อให้สามารถเดินทางเข้าออกระหว่างไทยกับเมียนมาได้ และต้องการให้แรงงานเมียนมาได้รับสิทธิและการคุ้มครองเช่นเดียวกับแรงงานไทย รวมถึงได้รับค่าจ้างวันละ 300 บาทด้วย ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลไทยและเมียนมาต้องร่วมมือกัน
นักวิชาการจากจุฬาฯประเมินว่าภายใน 5 ปีนี้แรงงานเมียนมาจะยังไม่กลับประเทศ เนื่องจากเมียนมายังต้องใช้เวลาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยังมีโรงงานเกิดขึ้นน้อย รวมทั้งค่าจ้างเมียนมาได้วันละ 120 บาท ขณะที่ทำงานในไทยได้วันละ 300 บาท แต่ภาคอุตสาหกรรมไทยก็ควรปรับตัวโดยนำนวัตกรรมใหม่ๆนำใช้ในการผลิตเพราะแนวโน้มการลงทุนในเมียนมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ความต้องการแรงงานสูงขึ้นตามไปด้วย