เนชั่นทีวี

ข่าว

อธิบดีกรมป่าไม้ ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง คนขับรถปล้ำข้าราชการสาว

23 มิ.ย. 2559 | wanchat

อธิบดีกรมป่าไม้
ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง คนขับรถปล้ำข้าราชการสาว

เนชั่นทีวี สัมภาษณ์ อธิบดีกรมป่าไม้ นายชลธิศ สุรัสวดี ถึงกรณีมีเหตุการณ์คนขับรถจะปล้ำข้าราชการหญิงในสังกัด และถูกปกปิดไว้โดยผู้บังคับบัญชา

พิธีกรข่าว : อธิบดีได้เจอตัวข้าราชการหญิงที่ตกเป็นข่าวในเช้าวันนี้ ได้พูดคุยกันแล้วใช่ไหมนายชลธิศ : พูดคุยกันแล้ว
พิธีกรข่าว : ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนายชลธิศ : โดยปกติการที่เจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ หรือนักวิจัยผู้หญิง เวลาทำงานก็จะต้องเดินทางไปหลายวัน ตรงนี้เองก็เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เวลาไปราชการทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยก็ได้ เพราะบางครั้งพื้นที่อาจจะทุรกันดาร ไม่มีที่พักที่เป็นโรงแรม ในการเดินทางในครั้งนั้นเป็นการเดินทางไปเก็บข้อมูลที่สระบุรี ปรากฎว่าในวันนั้นห้องพักมีไม่พอ เจ้าหน้าที่จึงพักรวมกันระหว่างผู้หญิงและผู้ชายในห้องเดียวกัน จนกระทั่งเวลาประมาณตี 1-2 ก็พบว่ามีผู้ชายกินเหล้าเข้ามาซึ่งก็คือคนขับรถ เขามาลวนลาม ซึ่งข้อมูลครั้งแรกที่เราได้รับคือทางน้องผู้หญิงยังไม่กล้าเล่าความจริง อาจเพราะด้วยเหตุผลต่างๆ เราก็ไม่มีความมั่นใจว่าทำไมเป็นข่าวแต่น้องเขาไม่เล่า ก็เลยต้องแอบไปถามในทางลับ ให้คนแอบไปถามมา และก็บอกเขาว่าเราพยายามที่จะดูแลน้องเขา
เราคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้กรมฯเสียหาย ก็ไปทำความเข้าใจกันใหม่ว่าเรื่องแบบนี้ต่างหากที่เราจะต้องระวัง เพราะว่าน้องเขาอาจจะยังโชคดีที่ไม่ได้รับอันตรายอะไร แต่ในส่วนของการปฏิบัติงานเราคงจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งน้องเขาก็ขอย้ายไปอยู่ที่ต่างจังหวัด วันนี้เราก็กำลังออกคำสั่งให้ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดตามต้องการ และเรื่องนี้เราจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงว่ามีการปกปิดข้อมูลผู้บังคับบัญชาจากเรื่องได้รับร้องเรียน อันนี้ก็ถือเป็นฐานความผิด ปกปิดสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งตัวพนักงานขับรถ เราก็ต้องตั้งพนักงานสอบถ้าพบว่าความผิดรุนแรง ก็จะต้องให้ออกจากราชการไป

พิธีกรข่าว : ในขณะนี้พนักงานขับรถคนนั้นเรายังต้องพักงานอยู่ไหมนายชลธิศ : วันนี้เรากำลังจะพิจารณา ก็จะต้องถามคณะกรรมการว่าบุคคลนี้ยังเป็นอันตรายต่อสังคมอยู่ไหม ถ้าเป็นอันตรายวันนี้เราจะสั่งให้เขาพักงานก่อน

พิธีกรข่าว : จนกว่าผลสอบจะออกมาใช่ไหมนายชลธิศ : ใช่ ถูกต้อง

พิธีกรข่าว : เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นนานหรือยังนายชลธิศ : ประมาณ 1-2 เดือน

อธิบดีกรมป่าไม้
ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง คนขับรถปล้ำข้าราชการสาว




พิธีกรข่าว : แล้วน้องผู้หญิงคือเขาต่อสู้ ขัดขืนใช่ไหมนายชลธิศ : ครับ จากการให้ปากคำของน้องในเบื้องต้น เป็นการไปทำงานปกติ น้องเขาก็รู้จักคนขับรถ เป็นการทำงานร่วมกัน ต้องเรียนตามตรงเลยว่าเจ้าหน้าที่เรา โดยเฉพาะเด็กที่จบจากคณะวนศาสตร์ พวกเราถูกก็ฝึกให้อยู่กับป่า กินนอนอยู่ในป่า ก็ค่อนข้างจะไม่ค่อยอะไรเรื่องพวกนี้มากที่ว่าใครจะมาทำร้าย บางครั้งเจ้าหน้าที่ของเราเองต่างหากที่ต้องอยู่กับคนงานจำนวนมากทั้งที่จริงเป็นระดับหัวหน้าหน่วย หัวหน้าสถานีก็มีเยอะ พวกนี้ก็จะถูกฝึกมาให้อยู่ในสังคมแบบนั้นได้ แต่ก็ต้องมีการระวังตัว จะเห็นได้ว่าน้องผู้หญิงบางคนก็จะมีการระวังตัว หัดยิงปืนก็มี มีการฝึกสู้กัน เป็นต้น ซึ่งในการที่ไปครั้งนั้นได้มีความพยายามที่จะระวังแล้ว แต่เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เราก็ต้องดำเนินการตามระเบียบกฎหมายต่อไป


พิธีกรข่าว : ในวันเกิดเหตุ ห้องนั้นที่นอนรวมกันผู้ชายผู้หญิง นอนรวมกันทั้งหมดกี่คนนายชลธิศ : เท่าที่สอบถามในเบื้องต้นก็ประมาณ 5 คน ห้องมี 2 ปีก ปีกหนึ่งเป็นผู้หญิงนอนด้วยกัน อีกปีกก็เป็นผู้ชาย แล้วที่คนที่เข้ามาเขาก็ดื่มสุรามา จะเจตนาหรือไม่เจตนานี่เรายังไม่แน่ใจ เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลาตี 1-2 เขาก็ล้มตัวลงไปทับตัวน้องผู้หญิง และก็ทำอาการลวนลาม และพอน้องผู้หญิงเขาตื่นขึ้นมาก็โวยวาย พอโวยวายแล้วก็สามารถที่จะป้องกันตัวเองได้

พิธีกรข่าว : แล้วคนอื่นที่นอนรวมได้เข้าไปช่วยน้องเขาไหมนายชลธิศ : ก็เข้าไปห้าม

อธิบดีกรมป่าไม้
ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง คนขับรถปล้ำข้าราชการสาว



พิธีกรข่าว : ท่านได้สอบเบื้องต้น มีข้อมูลหรือไม่ว่าผู้บังคับบัญชาของน้องที่เป็นผู้หญิงพยายามปกปิดเรื่องนี้ในเบื้องต้นนายชลธิศ : จากการสอบถามสภาพแวดล้อมจากเจ้าหน้าที่คนอื่นก่อน ยังไม่ได้มีการสอบปากคำ ในวันนี้เราจะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ซึ่งจะต้องสอบถามในสิ่งที่เกิดขึ้นทุกขั้นตอน และขอเรียนตรงๆเลยว่าเรื่องนี้แม้จะไม่ได้เกิดอันตรายถึงขั้นที่เรียกว่ามีการข่มขืนขึ้นจริงๆ กรมป่าไม้เองจะต้องเพิ่มความระมัดระวังของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ท่านพลเอกสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ เมื่อวานท่านก็ได้ให้ข้อแนะนำกับเรื่องที่เกิดขึ้น ท่านบอกว่าเรื่องการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งต้องอยู่กับป่า หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่ต้องไปทำงาน บางครั้งที่เราจะมุ่งแต่ผลสัมฤทธิ์ของงาน เราอาจจะลืมเรื่องของความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ ซึ่งผมเองก็รับมา ต่อไปนี้การทำงานจะต้องเพิ่มความระมัดระวังเรื่องพวกนี้
พิธีกรข่าว : แต่อย่างที่ท่านอธิบดีบอกว่าข่าวแบบนี้ ถ้าเกิดเจอแล้วออกมาบอกผู้บังคับบัญชาไม่ถือว่าเป็นความเสื่อมเสียของกรมฯ ของหน่วยงาน วันนี้โทนข่าวที่ออกไป สังคมสนใจว่าทำไมข่าวออกมาว่าหัวหน้าของน้องคนนี้จึงพยายามปกปิดคนผิด ตรงนี้คือส่วนที่คนเขาสนใจ ซึ่งท่านจะต้องสอบไปในแนวนี้ให้รู้ข้อเท็จจริงด้วยนายชลธิศ : ถูกต้องครับ


พิธีกรข่าว : คิดว่านานไหมกว่าจะทราบผลนายชลธิศ : เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะเกิน 1-2 สัปดาห์ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก ผมคิดว่าไม่น่าเกิน 10 วัน ก็จะได้รับคำตอบแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ยังมีการปฏิบัติงานอยู่ ไม่ได้หลบหนี พนักงานขับรถคนนั้นก็ยังทำงานอยู่ แล้วก็เป็นพนักงานที่เป็นพนักงานราชการด้วย จ้างเป็นอัตราเงินเดือน ไม่ได้เป็นพนักงานที่เราจ้างเป็นรายวัน


พิธีกรข่าว : อธิบดีได้คุยกับผอ.สำนักวิจัย คุณสุชาติ กัลยาวงศา บ้างหรือยังนายชลธิศ : หลังจากที่เราได้ข้อมูล ผมยังไม่มีโอกาสได้เจอผอ. เนื่องจากเมื่อวานนี้ออกไปประชุมข้างนอกทั้งวัน แต่ว่าวันนี้ก็จะเรียกผอ.เข้ามา แล้วก็จะเล่าให้เขาฟังว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เพราะว่าครั้งแรกเลยที่ผู้อำนวยการสำนักฯไปหาข้อมูลมา ดูเหมือนกับว่าท่านยังได้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ข้อรายงานครั้งแรกที่ท่านเล่าให้ฟังบอกว่าเป็นการเข้าใจผิด แต่ว่าเราเองต่างหากที่มีความรู้สึกเหมือนกับว่าถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไร ทำไมคนถึงพูดกันเยอะ ก็เลยต้องให้คนไปเจาะเลยว่าน้องคนนี้ชื่ออะไร รุ่นไหนกันแน่ และก็ให้คนไปพูดคุยและก็บอกเขาว่าเราจะให้ความปลอดภัยเขา แล้วถ้าเขาไม่สบายใจอะไรอยากให้ทางกรมฯทำให้นี่ กรมฯทำให้ทุกอย่าง และก็อยากให้เรื่องของเขาเป็นบทเรียนให้กับน้องคนอื่นจะได้ไม่ต้องมาเกิดเหตุอย่างนี้อีก คือเราต้องการจะป้องปรามเป็นหลัก


พิธีกรข่าว : ทางด้านของผู้บังคับบัญชา ถ้าเกิดว่ามีการพยายามปกปิดจริงว่าอย่าไปเอาเรื่องคนขับรถเลย อย่าไปรายงานอะไรเลย เดี๋ยวจะทำให้กรมฯเสียชื่อเสียง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงโทษจะเป็นอย่างไรนายชลธิศ : อย่างน้อยก็ต้องมีการว่ากล่าวตักเตือน ในระเบียบราชการมีอยู่แล้ว โทษทางวินัยมีหลายขั้น ถ้าหากเป็นโทษที่ยังไม่มีความรุนแรงนักก็ว่ากล่าวตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรให้คนในกรมฯได้ทราบทั่วกัน ว่ามีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น เพื่อที่จะให้บุคคลทั่วไปทราบว่าการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการทำผิดวินัยอย่างหนึ่งของข้าราชการ

ข่าวล่าสุด