โครงการการจัดซื้อรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติหรือรถเมล์เอ็นจีวี หนึ่งในความหวังของคนกรุงเทพที่รอคอยกันมาเกือบ 10 ปี ดูเหมือนจะใกล้ความจริงมากขึ้น เมื่อองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพหรือ ขสมก.มีกำหนดเปิดให้เอกชนเข้ามาเปิดประมูล ในวันที่ 8 ก.ค.นี้ และกำหนดให้ผู้ชนะการประมูลต้องจัดหารถเมล์ให้ได้ใช้ภายใน 90 วัน
การประมูลรถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 489 คัน วงเงินกว่า 4 พันล้านบาทครั้งนี้ มีเอกชนจำนวน 3 ราย เข้ายื่นซองประกวดราคาได้แก่ กิจการร่วมค้า เจวีซีซี ที่มี บริษัท ช ทวี เป็นแกนนำ รายที่ 2 คือ บริษัท เบสท์ริน กรู๊ป ส่วนรายสุดท้ายได้แก่ บริษัท ไทยเทคโนโลยี แอนด์ เดเวลลอปเมนท์
แต่เนชั่นทีวี ตรวจสอบพบว่า เอกชน 1 ใน 3 ราย ที่ยื่นซองประมูล รถเมล์เอ็นจีวีครั้งนี้ เคยถูกกรมศุลกากรและกรมสรรพากรดำเนินคดีข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้ารถโดยสารและอุปกรณ์จากประเทศ เกือบ 150 ล้านบาท กรมศุลกากรและกรมสรรพากร จึงได้ฟ้องรองบริษัทดังกล่าว ในความผิดฐานสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอันเป็นความผิดตามมาตรา 99 และ 27 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และขอให้ศาลพิพากษาบังคับให้บริษัทจ่ายภาษีพ้อมเงินเพิ่ม แก่กรมศุลกากรกับพวก ตอนนี้นี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง
มีคำถามตามมาว่าการเปิดทางให้เอกชนที่ถูกหน่วยงานรัฐเข้ามาร่วมประมูลโครงการรถเมล์เอ็นจีวี ภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม มีความเหมาะสมหรือไม่
ในมุมมองผู้อำนวยการ ขสมก.สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล เห็นว่ากรณีนี้ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาออกมา ขสมก.ไม่สามารถห้ามไม่ให้เอกชนรายนี้เข้ามาประมูลได้
ขณะที่ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส มองว่า แม้ว่าตามหลักการการพิจารณาคัดเลือกเอกชนที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขการประกวดราคา แต่ ขสมก.ก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นตามมา รวมไปเรื่องธรรมาภิบาล เกี่ยวกับคุณสมบัติของเอกชนผู้เสนอราคาว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ไม่ควรส่งเสริมให้เอกชนที่เคยหลีกเลี่ยงภาษีเข้ามารับงานกับหน่วยงานรัฐ