"ผู้นำอังกฤษ" วอนโหวตอยู่กับอียู

นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอนโน้มน้าวชาวอังกฤษลงประชามติสนับสนุนให้สหราชอาณาจักรอยู่ในสหภาพยุโรปหรืออียูต่อไป แต่เผชิญการตั้งคำถามหนักหน่วงเกี่ยวกับความล้มเหลวในการรับมือผู้อพยพ
ข่าว
นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ออกรายการพิเศษ "BBC Question Time" เป็นเวลา 45 นาทีเมื่อคืนวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นการปรากฏตัวโทรทัศน์ครั้งสุดท้ายเพื่อตอบคำถามประชาชนก่อนการลงประชามติในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ว่าจะสนับสนุนให้สหราชอาณาจักรออกจากอียูหรือเรียกกันสั้นๆว่า "เบรกซิต" หรือไม่ เขาถูกตั้งคำถามอย่างหนักผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องความล้มเหลวในการรับมือกับผู้อพยพ เขายังถูกกล่าวหาเรื่องปล่อยข่าวลือประเด็นก่อการร้ายและเศรษฐกิจระหว่างการรณรงค์ เขายังไม่ยอมตอบคำถามถึง 3 ครั้ง เมื่อถูกถามว่าอังกฤษจะวีโต้เพื่อขัดขวางไม่ให้ตุรกีเข้าร่วมเป็นสมาชิกอียูหรือไม่ โดยบอกเพียงว่ามันจะไม่เกิดขึ้น
คาเมรอนพยายามวิงวอนให้ชาวอังกฤษอย่าเอาเศรษฐกิจมาสังเวยด้วยการออกจากอียู และขอให้สู้ต่อไปเพื่อให้อังกฤษยังอยู่ในยุโรป เหมือนที่นายกรัฐมนตรีวินสตันเชอร์ชิล ร่วมเคียงข้างกับชาติยุโรปต่อสู้กับอดีตผู้นำเผด็จการ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ นอกจากนี้คาเมรอนตอบโต้คำขู่ 3 เรื่องที่ฝ่ายสนับสนุนออกจากอียูกล่าวอ้างและเขาบอกว่าไม่เป็นความจริง ได้แก่ ตุรกีจะเข้าเป็นสมาชิกอียู ค่าใช้จ่ายสมทบเข้าอียูเฉลี่ย 350 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์ และแนวคิดจัดตั้งกองทัพอียู
ขณะนี้กลุ่มสนับสนุนและต่อต้านการออกจากอียูกลับมาจัดกิจกรรมรณรงค์ช่วงโค้งสุดท้ายอีกครั้ง หลังหยุดไป 3 วันสืบเนื่องจากเหตุฆาตกรรม ส.ส.หญิงโจ ค็อกซ์ สมาชิกพรรคแรงงานที่สนับสนุนให้อังกฤษอยู่กับอียูต่อไปเมื่อวันศุกร์
บอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซึ่งสนับสนุนการออกจากอียู กล่าวรณรงค์เมื่อวาน เรียกร้องให้ประชาชนโหวตออกจากอียูเพื่อให้อังกฤษกลับมามีอำนาจควบคุมพรมแดน กฎหมาย และภาษีของตัวเอง
และนายไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรคยูเค อินดิเพนเดนซ์ หรือ ยูคิป ซึ่งสนับสนุนการออกจากอียู ตอบโต้เสียงวิจารณ์เรื่องโปสเตอร์ของพรรค ที่ใช้คำว่าจุดแตกหัก และภาพการหลั่งไหลของผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัย พร้อมกับเตือนว่าหากอยู่ในอียูต่อไป จะเห็นผู้อพยพเข้ามาอย่างไม่จำกัด
ขณะที่ผลสำรวจที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดอะ เมล์ เมื่อวันอาทิตย์ พบว่า จำนวนผู้สนับสนุนให้อยู่กับอียู นำอยู่ 45% ต่อ 42% ส่วนโพลล์ในหนังสือพิมพ์เดอะ ออบเซิร์ฟเวอร์ ระบุผลคะแนนสูสีที่ 44% และโพลล์ในหนังสือพิมพ์เดอะ เฮอรัลด์ ระบุว่า 46% อยากอยู่ในอียู 43% อยากออกจากอียู แต่ 11% ยังไม่ตัดสินใจ