เนชั่นทีวี

ข่าว

"วิลาศ" แฉทุจริตการประปาส่วนภูมิภาค

13 มิ.ย. 2559 |

"วิลาศ" แฉทุจริตการประปาส่วนภูมิภาค

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กทม.และอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค ตรวจสอบความไม่โปร่งใสในการบริหารงานของการประปาส่วนภูมิภาครวม 5 เรื่อง

 อาทิ การจัดซื้อคลอรีนเหลวซึ่งมีการประกวดราคากันไปแล้วเมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีผู้ยื่นซองอยู่บริษัทแต่มีบริษัทไทยอาซาฮี ทำการยื่นซองในวันที่ 25 ม.ค. โดยการประปาส่วนภูมิภาคได้ต่อรองราคา แสดงให้เห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากลเพราะการเคาะราคากำหนดไว้วันที่ 26 ม.ค. เป็นวันที่กำหนดให้เคาะราคา ในส่วนการเสนอราคาก็มีพิรุธในเรื่องการต่อรองราคาด้วย โดยจะเป็นราคาค่าขนส่งกับค่าแก๊สบวกคลอรีนเหลว ซึ่งราคาค่าขนส่งสูงเกินความจริง เช่น บริเวณภาคตะวันออกในเขตที่ 1 ค่าขนส่งอยู่ที่ 1,260 บาทต่อท่อ ค่าแก๊ส 1,250 บาท แต่พอเมื่อรวมยอดในใบเสร็จกลับระบุว่า 2,560 บาท มีส่วนต่างเพิ่มมากอีก 50 บาท จึงขอให้ตรวจสอบว่าเหตุใดค่าขนส่งจึงแพงมากขนาดนี้


นายวิลาศ กล่าวอีกว่า เรื่องที่สองคือการวางท่อประปาความยาว 44.5 กิโลเมตรที่ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีวงเงิน 715 ล้านบาท หลังจากเสร็จงานในปีแรกพบว่ามีท่อประปาแตกจำนวน 132 ครั้ง ส่งผลให้การประปาได้รับความเสียหายจากน้ำรั่วไหล คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 162.5 ล้านบาท ซึ่งกรณีนี้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบ แล้วซึ่งนายช่างเด็กๆ ถูกไล่ออก 2 คน แต่ผู้ใหญ่ในองค์กรมีโดนแค่กล่าวตักเตือนไม่มีการดำเนินคดี และคนที่รับผิดชอบกลับได้เลื่อนเป็นรองผู้ว่าฯ ขณะที่ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไขทั้งที่มีการนำท่อที่ไม่ได้มาตรฐานไปก่อสร้าง ซึ่งมาจนถึงปัจจุบันเกิน 2 ปีแล้ว ทำให้หมดสัญญาค้ำประกัน ซึ่งยังไม่มีการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่บริษัทที่วางท่อประปาก็ยังรับงานกับหน่วยงานนี้ต่อ และเรื่องที่สาม คือเรื่องการก่อสร้างอาคารที่การประปาภูมิภาคเขต 1 โดยมีการเซ็นสัญญาไปแล้วในวงเงินประมาณ 25 ล้านบาท ซึ่งลงนามโดยผู้อำนวยการเขต 1 ซึ่งในสัญญาระบุว่าจะต้องมีการจ่ายเงินงวดแรก 15 เปอร์เซ็นต์หลังเซ็นต์สัญญาโดยมีการนำหนังสือค้ำประกันจากบริษัทลิสซิ่ง ทั้งที่ไม่สามารถทำได้ ทำให้ต้องบอกเลิกสัญญาและนำบริษัทรายใหม่เข้ามา 


อย่างไรก็ตามจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเรียกค่าชดเชยจากบริษัทแรก ซึ่งปัจจุบันคนที่รับผิดชอบเป็นถึงรองผู้ว่าการประปาฯแล้ว ทั้งนายวิลาศ กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่สี่ คือการซื้อที่ดินที่จ.สุราษฎร์ธานี ในราคาสูงเกินจริง อีกทั้งยังซื้อที่ดินในแนวเวนคืนด้วย ทั้งๆที่กรมที่ดินแจ้งแล้วจึงน่าสงสัยว่าไปจัดซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวได้อย่างไร ทั้อีกทั้งหลังจากซื้อแล้วก็ยังหาแหล่งน้ำดิบไปทำน้ำประปาไม่ได้ โดยที่ดังกล่าวเป็นที่ติดจำนองเมื่อจะถูกเวนคืนก็เลยไม่มีการไถ่ถอน ซึ่งการประปาส่วนภูมิภาคได้ไปซื้อที่ดินดังกล่าวซึ่งปัจจุบันทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆมีแต่การก่อสร้างอาคารมาตั้งแต่ปี 53 ซึ่งถ้ามีการเวนที่ดินคืนเมื่อไหร่ ก็ต้องมาตามเรื่องนี้ต่อไป 



นายวิลาศ กล่าวต่อว่า เรื่องสุดท้ายคือ กรณีที่บริษัทอีสวอเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ดึงผลประโยชน์จากการประปาส่วนภูมิภาค ได้กำไรและแบ่งโบนัสกันมาก ขณะที่การประปาส่วนภูมิภาคอาการไม่ค่อยดี แต่เดิมการประปาซื้อน้ำดิบมาทำประปาจากกรมชลประทานเพียงคิวละ 50 สต. แต่ปัจจุบันกลับซื้อน้ำดิบจากบริษัทอีสวอเตอร์ ทในราคาแพงถึงคิวละ 10.50 บาท โดยอ้างว่าบริษัทอีสวอเตอร์ลงทุนวางท่อ ดังนั้นบริษัทนี้จึงเป็นเหมือนเสือนอนกิน และยังมีการตั้งบริษัทลูกมารับงานจากการประปาด้วย โดยทางการประปาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทนี้ 40% ที่เหลือเป็นของประชาชนทั่วไป รวมถึงนอมินีของผู้ใหญ่ในการประปา จึงขอเรียกร้องให้การประปาฯ ถอนหุ้นออกมา

"ที่สำคัญคือกฤษฎีกาได้ตีความว่า การที่การประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้นในอีสวอเตอร์เป็นการกระทำที่ขัดกับ พรบ.การประภาส่วนภูมิภาคมาตรา 5 ซึ่งตีความไว้ตั้งแต่ปี 42 แต่กลับไม่มีการถอนหุ้นออกมาทำให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นเรื่องที่นายเสรี ในฐานะผู้ว่าการประปาส่วนภูมิภาค คนใหม่ที่ประกาศว่าจะเอาจริงเอาจังกับการทุจริตควรจะดำเนินการอย่างจริงจัง โดยตนจะนำเรื่องความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นกับการประปาส่วนภูมิภาค รวม 5 เรื่องไปมอบให้นายเสรีเพราะแสดงเจตนาว่าจะปราบปรามการทุจริตมาตลอด จึงหวังว่าจะเร่งดำเนินการให้เกิดความโปร่งใส หากในระยะเวลา 1 เดือน ไม่มีความคืบหน้าจะส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการต่อไป นายวิลาศกล่าว

ข่าวล่าสุด