นายวัลลภ นามวงศ์พรหม ประธานฝ่ายส่งเสริมศาสนา วัฒนธรรม พิธีกรรม สภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กรณีที่ คสช.ได้ออกคำสั่ง เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการจุดและปล่อยบั้งไฟ พลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นใดที่คล้านคลึงกัน เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและเพื่อป้องกันอันตราย รวมทั้งความเสียหายที่จะเกิดแก่ชุมชนและประชาชนจากการจุดและปล่อยหรือ กระทําการอย่างใดเพื่อให้บั้งไฟ พลุ ตะไล โคมลอย โคมไฟ โคมควัน หรือวัตถุอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน ขึ้นไปสู่อากาศ สมควรกําหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
เรื่องดังกล่าวนี้ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้เคยมีการออกประกาศของจังหวัดในการขอความร่วมมือในการปล่อยโคมลอยเฉพาะในวันลอยกระทง และวันขึ้นปีใหม่เท่านั้นเพื่อเป็นการส่งเสริมบรรยากาศการท่องเที่ยว และหากจะมีการปล่อยโคมควัน หรือโคมลอย จะต้องแจ้งให้ศูนย์ควบคุมการบินเชียงใหม่และท่าอากาศยานทราบล่วงหน้า
พร้อมทั้งกำหนดเวลาการปล่อยโคมควันโคมลอย โดยโคมควันให้ปล่อยได้ในเวลา 10.00-12.00 น. และ โคมลอยปล่อยได้หลังเวลา 21.00 น. เท่านั้น ทั้งนี้ขนาดของโคมจะต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 90 เซนติเมตร สูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร น้ำหนักเชื้อเพลิงไม่เกิน 55 กรัมเผาไหม้ไม่เกิน 8 นาที แต่ที่ผ่านมาเนื่องจากเป็นประกาศจังหวัด ไม่มีความเข้มงวดมากนัก จึงทำให้เป็นช่องว่าง ให้ผู้ประกอบการนำมาวางจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว และมีการปล่อยโคมลอยก่อนเวลาที่จังหวัดกำหนดไว้ แต่เมื่อมีมาตรา 44 ออกมาบังคับใช้ เชื่อว่าปัญหาการฝ่าฝืนจะลดน้อยลง ทั้งนี้ทางจังหวัดได้มีประกาศใช้ในเรื่องนี้อยู่แล้ว และเชื่อว่าครอบคลุมตามข้อบังคับตามมาตรา 44 อยู่แล้ว จึงไม่น่าที่จะต้องมีการเสนอข้อบังคับเพิ่มเติม
นายศรัณยู มีทองคำ นายอำเภอเมือง เชียงใหม่ กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวเชื่อว่า จะทำให้การบังคับใช้ประกาศของทางจังหวัดมีความเข้มข้นมายิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาจังหวัดได้ประกาศห้ามปล่อยโคมลอยในเขต 5 อำเภอ และให้ปล่อยตามเวลาที่กำหนด แต่สังเกตจากเมื่อช่วงเทศกาลลอยกระทงของปีที่ผ่านมา มีการปล่อยโคมลอยก่อนเวลาที่กำหนด ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากไม่มีความเข้าใจในประกาศของจังหวัด ประกอบกับในบริเวณดังกล่าวมีกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า ลักลอบทำการจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลอยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่สามารถที่จะควบคุมการปล่อยได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่จำนวนน้อยกว่าปริมาณนักท่องเที่ยว สำหรับการที่คสช.ออกประกาศใช้ มาตรา 44 เพื่อควบคุมการปล่อยโคมควัน โคมลอย จะทำให้ประกาศของจังหวัดเชียงใหม่ที่เคยประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้ มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น โดยได้ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงบทลงโทษในการฝ่าฝืนคำสั่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งทำความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และบริษัททัวร์ เพื่อให้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับคนไทยเองเชื่อว่ามีความเข้าใจเป็นอย่างดีถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปล่อยโคมด้านนายณพดณ จารุอนันต์ตระกูล เจ้าของร้านแม่อุ้ย โคมล้านนา กล่าวว่า เมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากที่จังหวัดได้มีประกาศห้ามปล่อยโคมลอย และกำหนดเวลาการปล่อยอย่างชัดเจนนั้น ประกอบกับเศรษฐกิจในจังหวัดไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ยอดการจำหน่ายโคมลอยลดลงไปประมาณร้อยละ 50 และคาดว่าในปีนี้หลังจากที่ คสช.ออกมาตรา 44 เพื่อบังคับใช้การปล่อยโคมลอย และกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนอย่างจริงจัง ยอดการจำหน่ายจะลงไปอีก ร้อยละ 10 อย่างไรก็ตามจะไม่เลิกผลิตโคมลอยออกมาจำหน่าย เนื่องจากได้ผลิตสืบต่อกันมาเป็นเวลานานหลายรุ่น แต่จะปรับลดยอดการผลิตให้น้อยลง โดยเน้นผลิตตามยอดสั่งจองเข้ามาเท่านั้น พร้อมทั้งหันมาทำตลาดโคมประดับตกแต่งให้มากขึ้น โดยเน้นในกลุ่มโรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร
นายนิกร วงศ์วิราช เจ้าของร้านลุงทองโคมลอย กล่าวว่า หลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านประสบปัญหายอดการจำหน่ายตกลงไปกว่าร้อยละ 70 เนื่องจากจังหวัดเชียงใหม่ประกาศห้ามปล่อยโคมลอย ประกอบกับลูกค้าจากต่างจังหวัด ที่สั่งสินค้าไว้ยกเลิกการสั่งสินค้าหลายราย เนื่องจากปัญหาจากจังหวัดห้ามปล่อยโคมลอยเช่นกัน ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเสียหาย ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ตามเป้าหมาย ทำให้สินค้าของทางร้านยังคงเหลือค้างอยู่ในสต็อกอีกเป็นจำนวนมาก
เมื่อมีการประกาศของคสช. ออกมาบังคับห้ามปล่อยโคมลอย ปีนี้ร้านจึงจะไม่ผลิตโคมลอยออกมาเพิ่ม แต่จะพยายามจำหน่ายโคมลอยที่เหลือมาจากปีที่แล้วให้หมด โดยหวังเพียงจะได้เงินทุนคืนเท่านั้น หลังจากที่ลงทุนไปประมาณ 500,000 บาท ปีที่ผ่านมาจำหน่ายได้เพียง 250,000 บาทเท่านั้น ก่อนที่คสช.จะประกาศบังคับห้ามปล่อยโคมลอยนั้น ได้วางแผนที่จะสั่งกระดาษเข้ามาทำโคมลอยสีขาวมาช่วยเสริม เนื่องจากสินค้าที่เหลืออยู่เป็นโคมลอยรูปการ์ตูน แต่เมื่อ คสช.ออกมาตรา 44 จึงยกเลิกการผลิตทั้งหมด และจะไม่ทำการผลิตเพิ่มเติมอีก หลังจากนี้จะหันไปให้ความสำคัญกับแปลงเกษตรผสมผสานที่ได้เข้าร่วมโครงการ 1 ไร่ 1 แสนบาท อย่างจริงจัง โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ที่ผ่านมา บนพื้นที่ 2 ไร่ โดยการปลูก กล้วยหอม มะพร้าวน้ำหอม ถั่วพู และเลี้ยงปลาหมอ คาดว่าจะมีรายได้เข้ามาทดแทนรายได้ที่เคยได้จากการจำหน่ายโคมลอย