เมื่อ นายแพทย์ สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เตรียมเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดของใบรับรองแพทย์เดิมที่รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายภานุรังษีออกให้แก่ พระธัมมชโย ถึงรายละเอียดของอาการอาพาธ
พระธัมมชโย พยายามแสดงให้สาธารณะได้รับรู้หลายครั้งว่า มีอาการอาพาธ ไม่สามารถเดินทางไปพบพนักงานสอบสวนของ กรมบสอบสวนคดีพิเศษได้ ไม่ว่าจตะเป็นการออกข่าว ไปจนถึงการถ่ายภาพพระธัมมชโย ขณะนอนพักรักษาอยู่บนเตียงผู้ป่วยในห้องปลอดเชื้อ ของวัดพระธรรมกาย
แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะให้พระธัมมชโย ไปรับทราบข้อกล่าวหา พร้อมกับสอบปากคำพระธัมมชโย แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายที่จะเข้ามอบตัว ก็อ้างว่า มีอาการหน้ามืด ถัดมาก็ขอให้แพทยสภาส่งแพทย์ไปตรวจในวัด แต่แล้วก็ขอเลื่อไปไม่มีกำหนด
นายแพทย์ สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา บอกว่า ที่ประชุมแพทยสภาจะพิจารณาเรื่องการตั้งอนุกรรมการจริยธรรมชุดพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงการออกใบรับรองแพทย์อาการอาพาธของ พระธัมมชโย หลังจากมีการร้องเรียนต่อแพทยสภาให้ตรวจสอบใบรับรองแพทย์เป็นเท็จหรือไม่ ว่า อนุกรรมการจริยธรรมฯ จะเชิญแพทย์ที่ถูกร้องเรียนเข้ามาให้ข้อมูล และจะเรียกข้อมูลเอกสารหลักฐานการตรวจพระธัมมชโยทั้งผลเลือด ผลอัลตราซาวด์ และผลเอ็กซเรย์ จากคลินิกสหรัตนเวช และแพทย์ที่ออกใบรับรองแพทย์ ซึ่งจะทำให้สามารถบอกได้ว่าคนไข้มีอาการป่วยจริงตามที่มีการระบุในใบรับรองแพทย์หรือไม่ แพทยสภาไม่จำเป็นต้องเข้าไปตรวจคนไข้เอง
นพ.สมศักดิ์ ยืนยันด้วยแพทยสภามีอำนาจตามกฎหมายที่จะเรียกข้อมูลคนไข้จากคลินิก โรงพยาบาลและแพทย์ได้หากมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ หากวัดพระธรรมกายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ยื่นหลักฐานการตรวจให้แพทยสภาตามที่ร้องขอไป แพทยสภาก็จะตัดสินทันทีว่า ใบรับรองแพทย์อาการอาพาธของพระธัมมชโยเป็นเท็จ พระธัมมชโยไม่ได้ป่วยจริง เพราะถือว่าไม่มีหลักฐานมายื่นเพื่อแสดงว่ามีอาการป่วยตามที่ใบรับรองแพทย์ระบุไว้
ส่วนแพทย์ผู้รับรองจะมีโทษถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นแพทย์รักษาคนไข้ และหากข้อมูลผลการตรวจที่ยื่นมาให้แพทยสภาเป็นข้อมูลเท็จ โทษก็จะหนักขึ้น
สำหรับความคืบหน้าของสำนวนการสอบสวนในคดีพระธัมมชโย ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีรายงานข่าวว่า พนักงานสอบสวนเตรียมสรุปสำนวนตามในสัปดาห์หน้า ซึ่งนอกเหนือจากเอกสารหลักฐานที่ได้มาทั้งหมดแล้ว การให้ปากคำของ นายศุภชัย ศรีศุภอัษร อดีต ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ได้ให้ปากคำจากในคุก นับว่าเป็นประโยชน์มากต่อรูปคดี ทำให้พนักงานสอบสวนมั่นใจว่า อัยการจะเห็นพ้องกับพนักงานสอบสวน