การใช้แรงงานทาสยังคงเป็นสิ่งที่ อียู เรียกร้องให้ไทยรีบเร่งแก้ไขให้ได้ภายใน 1 เดือน โดย อียู ได้มีหนังสือถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า หัวหน้าฝ่ายประมงและกิจการสังคมของอียู มีกำหนดหารือกันในเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ที่กรุงเทพฯ และจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไทย ในการนำเสนอมาตรการปรับปรุงและแก้ไขอย่างชัดเจนเรื่องประมงและแรงงาน
แม้เรื่องนี้ จะเคยหารือกันมานานหลายเดือนแล้ว แต่อียู ยังไม่พอใจในความคืบหน้าจากฝ่ายไทยเพื่อยุติการจับปลาโดยผิดกฎหมาย ทั้งที่ไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก แต่ยังมีปัญหาเรื่องแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งบางกรณีรุนแรงถึงขั้นใช้แรงงานเยี่ยงทาส
หนังสือของอียู ระบุด้วยว่า หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในเดือนหน้าและไม่มีความคืบหน้าใดๆ ภายในสิ้นปีนี้ คำสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากไทยอาจจะมีผลบังคับใช้
ปัจจุบันประเทศไทยมีรายได้จากสินค้าที่ได้จากการทำประมงส่งออกไปทั่วโลกประมาณ 1.75 แสนล้านบาท เฉพาะที่ส่งไปอียู ที่มีสมาชิกอยู่ 28 ประเทศ ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท ถ้าหากมาตรฐานการทำประมงของไทยยังบกพร่องก็อาจทำให้ไทยต้องสูญเสียรายได้จากการค้ากับอียู
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกองทัพเรือ บอกกับไพร์มไทม์ว่า ที่ผ่านมา นายวีรชัย พลาศัย เอกอัครราชทูตคณะผู้แทนถาวรไทย ประจำสหประชาชาติ และ นายอดิสร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เป็นผู้ชี้แจงทั้งเรื่องการทำประมงและ แรงงานในอุตสาหกรรมประมงทั้งหมด รวมทั้งการเยียวยาประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบ
ซึ่งทางอียู ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะ การแก้ไขปัญหาแรงงาน ที่ไทยพยายามชี้แจงว่า แรงงานเด็กที่ทำกันอยูนั้นบางครั้งเป็นวัฒนธรรมของไทยที่ถือว่าเป็นอุสาหกรรมในครัวเรือน คนในครอบครัวมาช่วยทำงาน ขณะเดียวกันก็ให้ยึดตามกฎหมายใหม่ที่ประเทศไทยได้ออกกฎหมายมาบังคับใช้แล้วอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ อียู ยังต้องการให้ไทยส่งเจ้าหน้าที่ไปร่วมสังเกตการณ์ในการออกเรือไปทำประมงด้วย แต่ปัญหาก็คือ เจ้าหน้าที่ที่จะไปทำหน้าที่นั้นมีไม่เพียงพอที่จะลงเรือประมงได้ทุกลำ
อย่างไรก็ตาม หลังจากตัวแทนของอียูได้มาประเมินสิ่งที่ไทยได้ทำไปแล้ว ก็คาดว่า ประมาณวันที่ 10 กรกฎาคม ก็จะรู้ว่า อียูจะยกเลิกใบเหลือง หรือจะให้ใบแดงประเทศไทย