ศาลอุทธรณ์ ยืนยกฟ้อง "ชวนนท์" คดีหมิ่น "ยิ่งลักษณ์" ว.5 โฟร์ซีซั่น
25 พ.ค. 2559 | te

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้อง ชวนนท์ คดีหมิ่น ยิ่งลักษณ์ ว.5 โฟร์ซีซั่น ศาลชี้ การแถลงข่าวไม่ยืนยันข้อเท็จจริง อดีตนายกฯ นำความลับราชการ เปิดเผย ถือวิจารณ์ ติชมสุจริต
ข่าว
25 พ.ค. 2559 | te

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้อง ชวนนท์ คดีหมิ่น ยิ่งลักษณ์ ว.5 โฟร์ซีซั่น ศาลชี้ การแถลงข่าวไม่ยืนยันข้อเท็จจริง อดีตนายกฯ นำความลับราชการ เปิดเผย ถือวิจารณ์ ติชมสุจริต
ที่ห้องพิจารณา 805 ศาลอาญา ถ. รัชดาภิเษก วันที่ 25 พ.ค.58 เวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ 2492/2556 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อายุ 40 ปี อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 ,328 และ332
ตามฟ้องโจทก์ เมื่อวันที่ 10 ก.ค.56 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 19 -21 ก.พ.55 จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชน หลายฉบับและหลายครั้ง ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท ทำนองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่เข้าประชุมสภา แต่เอาเวลาไปทำธุรกิจส่วนตัว หารือกับกลุ่มคนย่อย พูดเรื่องสำคัญของประเทศถือเป็นความเสียหายอย่างยิ่ง ซึ่งสื่อมวลชนนำคำสัมภาษณ์ไปตีพิมพ์หัวข้อข่าว ปชป.ไหลตามน้ำ-ซัดปูทับซ้อน ว่า การพบปะกันระหว่างนายกฯ กับกลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่โรงแรมโฟร์ซีซั่น น่าจะสอดคล้องกับที่ กรมธนารักษ์ เลื่อนการปรับราคาที่ดินใหม่...นี่คือใบเสร็จทุจริตเชิงนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้รับความเสียหายโดยบุคคลอื่นเข้าใจว่าผู้เสียหายมีพฤติการณ์ทุจริตและประพฤติมิชอบเอื้อประโยชน์กับกลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยอาศัยอำนาจในฐานะนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่เป็นความจริง จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และให้ยึดทำลายเอกสารที่มีข้อความแสดงการหมิ่นประมาท รวมทั้งให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาด้วยอย่างน้อย 7 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 16 มี.ค.58 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่า ทางนำสืบพฤติการณ์โจทก์ มีเหตุสมควรที่ทำให้จำเลยสงสัย และมีเหตุสมควรที่จำเลยจะออกมาแถลงข่าว ซึ่งแม้จำเลยพิสูจน์เรื่องดังกล่าวไม่ได้ และข้อความที่จำเลยแถลงข่าวนั้นอาจหมิ่นประมาทก็ตาม แต่การที่จำเลยแถลงข่าวในฐานะพรรคฝ่ายค้านอันมีลักษณะเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ดังนั้นยังไม่เป็นความผิด
ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยด้วย โดยศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า การแถลงข่าวของจำเลยไม่ได้ ยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมนำความลับทางราชการไปเปิดเผยแต่อย่างใด และการแถลงข่าวของจำเลยถือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ และติชมด้วยความสุจริต จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน