"ประการสำคัญพื้นที่ป่ากับพื้นที่เกษตรจังหวัดน่าน ก้ำกึ่งกัน ในข้อเท็จจริงพื้นที่ชาวบ้านทำเกษตรข้าวโพดเขาทำมานานกว่า 10 -15 ปี แต่พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใน พ.ร.บ.ป่า ในส่วนนี้จังหวัดน่านกำลังจะให้กรรมาธิการมาดูแลว่า จะทำให้ถูกต้องอย่างไร " นายสุวัฒน์ กล่าว
ส่วนในเรื่องของการปลูก ผู้ว่าฯน่าน กล่าวว่า ตนจะได้มอบหมายให้องค์กรต่าง ๆที่มีอยู่ในจังหวัดน่าน เช่น องค์กรปิดทองหลังพระ องค์กรฮักเมืองน่าน หรือมูลนิธิประชาคมน่าน ทั้งหลาย ในส่วนของทางราชการเราไม่สามารถรับเงินบริจาคในการปลูก เพราะว่าติดในเรื่องข้อกฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ ที่มีอยู่ เราก็จะมอบให้มูลนิธิองค์กรต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาที่ทำงานอยู่ในจังหวัดน่าน
"ขั้นตอนการดำเนินงานทำอย่างไรเมื่อปลูกแล้ว ป่าต้นไม้ต้องอยู่ตลอด ไม่ใช่ปลูกแล้วก็ทิ้งหายไป เพราะที่ผ่านมามีหลายโครงการที่เราปลูกแล้ว ปลูกเสร็จเงินหมด ป่า ต้นไม้ ก็หายไป ประชาชน ที่ยังไม่ยอมรับกับพื้นที่ดังกล่าวก็ กลับเอายาฆ่าหญ้าสารเคมีต่าง ๆ มาทำลายต้นกล้าที่เราปลูก สุดท้ายก็กลับมาเป็นข้าวโพดเหมือนเดิม ฉะนั้น เราต้อง ใช้หลักของแนวทางพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสในเรื่องของการปลูกป่าว่า ควรจะปลูกต้นไม้ในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง"นายสุวัฒน์ กล่าว
ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน กล่าวต่อไปว่า เราต้องสร้างคนว่า พืชชนิดไหน ปลูกแล้วจะดีกว่าการปลูกข้าวโพด แล้วเราเอามาทดแทนได้ เช่น ปลูกกาแฟแทนข้าวโพดได้ไหม ถ้าจะปลูกกาแฟก็จะต้องปลูกนำร่องก่อน เช่น เช่นไม้เฮี้ย(ไผ่) หรือกล้วย หรือพืชอะไรก็ได้เพื่อสร้างให้พื้นดินมีความชุ่มชื้น เกิดมีร่มเงา แล้วก็เสริมด้วยกาแฟ จากนั้นก็ค่อยขยับขยายผลออกไป ทีละแปลง 2 แปลง การที่จะมาปลูกปูพรมทีเดียวเต็มพื้นที่มันไม่ได้ผลตามหลักวิชาการ ตามที่ได้ฟังจากนักวิชาการกรมป่าไม้