อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ บอกว่า ขณะนี้มีหลายหน่วยงาน ได้เสนอโครงการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างแข็ง เช่น เขื่อนหินทิ้ง กำแพงกันคลื่น ซึ่งจากการสำรวจในช่วงที่ผ่านมา พบว่าชายหาดที่มีการก่อสร้างหน้าหาด จะยิ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดการกัดเซาะที่รุนแรงในพื้นที่อื่นๆของชายหาดมากขึ้น เช่นพื้นที่บริเวณจังหวัดนราธิวาส จนถึงนครศรีธรรมราช ชายหาดพัทยา ชลบุรี ซึ่งทุกพื้นที่พบว่ามีปัญหากัดเซาะรุนแรงขึ้น และหากจะรื้อถอนออกก็ต้องมีค่าใข้จ่ายสูงถึง 2-3 เท่าจากการสร้าง
ดร.ศักดิ์อนันต์ บอกว่า กลุ่มทางนักวิชาการ ได้มีการประชุมร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง หรือทช.ได้มีการข้อเสนอให้ทช.ใช้อำนาจตามมาตรา 3 ของพ.ร.บ.บริหารและจัดการทรัพยากรชายฝั่ง พ.ศ.2558 ที่ประกาศใช้เรียบร้อยแล้ว ให้ใช้อำนาจสามารถระงับสิ่งปลูกสร้างเดิมหรือควบคุมสิ่งปลูกสร้างใหม่ ที่พิจารณาแล้วว่าจะส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศน์ชายหาด และชายฝั่งโดยเฉพาะโครงการใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น กำแพงคอนกรีตที่บริเวณ อ่าวน้อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น
นอกจากนี้ ทางมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านทางเฟชบุ๊กของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อ หยุดโครงการก่อสร้างกำแพงคอนกรีตทำลายหาดอ่าวน้อย ประจวบคีรีขันธ์ โดยระบุว่าทาง ทช. ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าสำรวจพื้นที่แล้ว สรุปว่าหาดอ่าวน้อยเป็นอ่าวสมดุลสถิต ไม่มีการกัดเซาะรุนแรงแต่อย่างใด ในอนาคตมีโอกาสเปลี่ยนแปลงชายฝั่งเพียงเล็กน้อย และจะเข้าสู่สมดุลทางธรรมชาติ ได้เองหากไม่มีปัจจัยรบกวนเข้ามา
ขณะเดียวกัน มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังพบว่าโครงการนี้ทำผิดพ.ร.บ. คุ้มครองชายฝั่ง เนื่องจากมีโอกาสทำให้ชายฝั่งเกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และยังไม่ได้ขออนุญาตจากกรมเจ้าท่าตามกฎหมาย โดย เครือข่ายนักวิชาการเฝ้าระวังรักษาชายหาด ให้ความเห็นว่า สิ่งก่อสร้างใดๆต้องไม่รุกล้ำเกินหลักเขตของกรมเจ้าท่าที่กำหนดไว้ที่ชายทะเล และกิจกรรมใดๆของมนุษย์ควรจำกัดอยู่ในเขตแนวถอยร่นชายฝั่ง เพื่อใช้ประโยชน์ชายหาดอย่างยั่งยืน