เนชั่นทีวี

ข่าว

DSI ป่าไม้ ทหาร ยึดคืนสวนยางเพชรบูรณ์ 1,500 ไร่

26 มี.ค. 2559 |

DSI ป่าไม้ ทหาร ยึดคืนสวนยางเพชรบูรณ์ 1,500 ไร่

DSI ร่วมกับ กรมป่าไม้ ปราบปรามผู้บุกรุกป่าสงวน เนื้อที่กว่า 700 ไร่ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ วันที่ 24 มีนาคม พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ ชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดพยัฆไพร กรมป่าไม้ พ.พวษ์เพชร เกษสุภะ หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ ศปป.๔ กอ.รมน. ตรวจสอบพื้นที่การแผ้วถาง ปลูกยางพาราในพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์โซนซี ( C ) เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 บี (B) และพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 2 มีเนื้อที่ประมาณ 1,500 ไร่ เศษ และมีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าภูเปือย ป่าภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ ตำบลศิลา อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เหตุเกิดในพื้นที่บ้านหนองเขียว หมู่ที่ 9 คาบเกี่ยวกับบ้านซำบุ่น หมู่ที่ 11 ตำบลศิลา อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษและได้สรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้กระทำผิดจำนวน 14 ราย โดยเป็นเจ้าพนักงานของรัฐจำนวน 6 ราย (เสียชีวิต 1 ราย) และผู้ครอบครองที่ดินจำนวน 8 ราย 
ในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐ สำนักงาน ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องคืนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 
คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังโดยสรุปว่า เมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 ถึง พ.ศ. 2548 ผู้ต้องหา 8 ราย ซึ่งเป็นกลุ่มทุนในพื้นที่ภาคใต้ มีความสนใจที่ดินในพื้นที่ภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อปลูกยางพารา ต่อมาได้รู้จักกับอดีตกำนันในพื้นที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นนายหน้าในการติดต่อขอซื้อที่ดินมือเปล่าที่มีหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภบท.5) จากราษฎรในพื้นที่ตำบลศิลา อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อมาได้มีการซื้อขายที่ดินโดยมีการทำเป็นหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2548 และวันที่ 14  กุมภาพันธ์ 2548 เมื่อซื้อที่ดินแล้วผู้ต้องหาทั้ง 8 คน จึงเข้าครอบครอง แผ้วถางพื้นที่และ ทำประโยชน์ในที่ดินด้วยการเริ่มปลูกยางพารา 
ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2548 จังหวัดเพชรบูรณ์ออกประกาศจังหวัดเพชรบูรณ์ ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2548 เรื่องกำหนดท้องที่ที่จะทำการและวันที่เริ่มต้นเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน ผู้ต้องหาที่  1 5 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐได้รับคำสั่งจากกรมที่ดินให้ทำหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานเดินสำรวจในโครงการดังกล่าว และดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ที่ครอบครองที่ดินทั้ง 8 ราย จนสำเร็จ เป็นโฉนดที่ดินจำนวน 25 แปลง เนื้อที่ประมาณ 700 ไร่เศษ โดยร่วมกับผู้ต้องหาที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่   
ผลการสอบสวนพบว่า โฉนดที่ดินทั้ง 25 แปลง มีการออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากภาพและสถานะของที่ดินอยู่ในหลักเกณฑ์ต้องห้ามตามกฎหมาย ดังนี้  1.อยู่ในพื้นที่เขตเขาหรือภูเขา หรือปริมณฑลรอบที่เขาหรือภูเขา 40 เมตร ทุกแปลง และอยู่บนพื้นที่ที่มีความลาดชันเกิน 35% เกือบทุกแปลง ยกเว้น โฉนดที่ดินเลขที่ 27430 2.โฉนดที่ดิน เลขที่ 27408, 27409, 27411, 27413, และ 27432 อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติทั้งแปลง อีก 4 แปลงอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติบางส่วน 3.จากผลการอ่าน แปล ตีความ และวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ ในช่วงปี พ.ศ. 2497, 2510, 2527, 2539, และ 2545 พบว่าที่ดินแปลงเกิดเหตุจำนวน 14 แปลง ออกทับลำห้วยและทางสาธารณประโยชน์และในปี 2497 มีสภาพเป็นป่าผลัดใบทั้งแปลง ไม่มีร่องรอยการทำประโยชน์และบางแปลงมีร่อยรอยการทำประโยชน์แต่ออกโฉนดเกินกว่าพื้นที่ทำประโยชน์  การดำเนินการของเจ้าพนักงานของรัฐจำนวน 6 ราย ในการออกโฉนดในที่เขาหรือภูเขา ป่าสงวนแห่งชาติ ประกอบกับเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 58 ประกอบ มาตรา 58 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน รวมถึงมติคณะรัฐมนตรี กฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 จึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด อันเป็นความผิดตามมาตรา 157 , 162 แห่งประมวลกฎหมายอาญา  
สำหรับผู้ที่ครอบครองที่ดินจำนวน 8 ราย นอกจากจะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นความผิดตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ยังเป็นความผิดฐานบุกรุกที่ดินของรัฐ ป่า ป่าสงวนแห่งชาติ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507  มูลค่าความเสียหายจำนวน 29,532,448 บาท พื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุครั้งนี้อยู่ในพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำลำธาร และเป็นเขตเขา ภูเขา ต่อเนื่องมาจากพื้นที่ของจังหวัดเลย ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อ 2 จังหวัด ที่ได้มีการประกาศเขตเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินและมีการทุจริตออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบเป็นบริเวณกว้าง ซึ่งการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการโดยเฉพาะการยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าด้วยการไปออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม ที่จะทวงคืนผืนป่ากลับมาเป็นของรัฐและดำเนินคดีกับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างจริงจัง กรณีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้มีการบูรณาการกับกรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่บริเวณนี้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ข่าวล่าสุด