เนชั่นทีวี

ข่าว

เมื่อ "โชค"... คือที่พึ่งของขนส่งสาธารณะ

23 มี.ค. 2559 |

เมื่อ "โชค"... คือที่พึ่งของขนส่งสาธารณะ

เมื่อ 24 ก.พ. 59 เกิดเหตุขัดข้องขึ้นกับรถไฟฟ้าบีทีเอส ทำเอาปั่นป่วนไปทั่วกรุง เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าถึง 700,000 เที่ยวคนต่อวัน เมื่อเกิดเหตุย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยครั้งนั้นเกิดเหตุกับระบบรางระหว่างสถานีสยามและสถานีชิดลม

ภาวะที่เห็นเฉพาะหน้าคือมีผู้โดยสารตกค้างเป็นจำนวนมาก แน่นชานชาลาสถานี เพราะวันนี้รถไฟฟ้ากลายเป็นเส้นเลือดหลักของคนกรุงที่จะเข้ามาทำงานใจกลางเมือง ที่สำคัญคือการแก้ไขใช้เวลากว่าหนึ่งวัน ทำให้วันนั้นทั้งวันปัญหาลามล้นออกจากสถานีรถไฟฟ้าสู่ท้องถนนจนการจราจรติดขัดไปทั่วแต่ก็ยังโชคดีที่ปัญหามีอยู่แค่นั้น ไม่กระทบต่อสวัสดิภาพของผู้ใช้บริการ

เมื่อ "โชค"... คือที่พึ่งของขนส่งสาธารณะ



ถัดมาอีกไม่กี่วัน ก็เกิดเหตุกับระบบขนส่งมวลชนซ้ำสอง แต่คราวนี้เปลี่ยนไปเกิดกับเรือโดยสารที่คลองแสนแสบ กล่าวคือ เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 59 เรือโดยสารคลองแสนแสบเกิดติดไฟขึ้นมา จากหลักฐานที่เกิดขึ้นแม้จะเรียกไม่ได้เต็มปากว่าเป็นการระเบิด แต่หากใช้ภาษาปากของชาวบ้านก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดเช่นนั้น

เมื่อ "โชค"... คือที่พึ่งของขนส่งสาธารณะ



เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นปรากฏมีประกายไฟออกมา และที่เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากเรือโดยสารนั้นใช้ระบบก๊าซ LNG และก๊าซได้รั่วออกมาจนเกิดประกายไฟ ซึ่งทำมห้มีผู้บาดเจ็บไปหลายรายเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ยังโชคดีที่มีเพียงผู้บาดเจ็บไม่ได้ มีผู้เสียชีวิต ทั้งๆที่สิ่งทีเป็นอยู่นั้นสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้งเกิดประกายไฟและอยู่ในน้ำ

เมื่อ "โชค"... คือที่พึ่งของขนส่งสาธารณะ


ต่อมาอีกไม่ถึงเดือน โดยเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 59 ก็เกิดเหตุขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เกิดกับ "แอร์พอร์ทลิงค์" โดยเกิดปัญหากับระบบจ่ายไฟทำให้รถไฟไปหยุดนิ่งอยู่ที่บริเวณสถานีหัวหมาก เมื่อไม่มีไฟระบบปรับอากาศก็ไม่ทำงาน ทำให้ผู้โดยสารที่ติดอยู่ในขบวนขาดอากาศ จนสุดท้ายต้องเปิดประตูฉุกเฉินและลงเดินมาตามรางรถไฟเพื่อช่วยเหลือตัวเอง

เมื่อ "โชค"... คือที่พึ่งของขนส่งสาธารณะ



ที่สำคัญคือกว่ากระบวนการช่วยเหลือจะทำได้ เวลาก็ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วโมงครึ่ง มีผู้โดยสารจำนวนหนึ่งเป็นลมจากสภาพขาดอากาศ

ยังโชคดี ที่ไม่มีใครเป็นอะไรไปมากกว่านั้น หรือไม่เกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงไปกว่านี้

เมื่อ "โชค"... คือที่พึ่งของขนส่งสาธารณะ



นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบขนส่งมวลชนทั้งสาม ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน และทั้งหมดเราต้องขอบคุณคำว่า "โชคดี" ที่ไม่ทำให้ใครเป็นอะไรไปมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คำถามคือเราจะพึ่งพา "โชคดี" ไปได้นานขนาดไหน

สำหรับรถบีทีเอส จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำอธิบายที่กระจ่างเพียงว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบสับรางเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะความบกพร่องของมนุษย์ หรือของระบบ และจะเกิดโอกาสอีกหรือไม่

เมื่อ "โชค"... คือที่พึ่งของขนส่งสาธารณะ


ขณะที่สิ่งที่เกิดกับเรือโดยสารนั้น ใครที่เคยใช้บริการย่อมเห็นว่าสภาพตัวเรือนั้นเป็นอย่างไร เก่าแค่ไหน และมีระบบความปลอดภัยที่ดีพอหรือไม่ แม้จะบอกว่ายกเลิกเรือที่ใช้ระบบก๊าซ แต่ปัญหาที่เราเห็นกับระบบเรือนั้น ยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นสภาพตัวเรือที่เก่า ระบบความใปลอดภัย หรือการให้ผู้โดยสารลงไปในเรืออย่างไม่มีกำหนดจนหวั่นว่าจะเกินระยะที่เรือจะรับน้ำหนักได้หรือไม่
หรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับแอร์พอร์ทลิงค์ ก็ชัดเจนโดยการยอมรับของผู้บริหารเองว่าขบวนรถที่ใช้ในตอนนี้เลยระยะเวลาซ่อมบำรุงใหญ่มาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำ มีแต่เพียงการซ่อมบำรุงบางส่วน กล่าวคือตามคู่มือการบำรุงรักษานั้นต้องซ่อมบำรุงใหญ่ หรือยกเครื่อง (overhaul) เมื่อรถวิ่งถึง 1.2 ล้านกิโลเมตร แต่ปัจจุบันรถวิ่งไปแล้วประมาณ 1.6-1.7 ล้านกิโลเมตรก็ยังไม่ได้ทำ

ผู้บริหารชี้แจงว่าเป็นเพราะติดปัญหา จึงได้ใช้แต่เพียงการซ่อมบำรุงบางส่วน ขณะเดียวกันก็พยายามอธิบายว่าทดแทนกันได้

เมื่อ "โชค"... คือที่พึ่งของขนส่งสาธารณะ


แต่หากแทนกันได้จริงคู่มือซ่อมบำรุงคงไม่ระบุเช่นนั้น

ที่สำคัญพวกเขาวางแผนกันว่าจะยกเครื่องใหญ่เมื่อรถวิ่งถึงระยะ 2.4 ล้านกิโลเมตร ซึ่งหมายถึงเกินกว่าระยะที่กำหนดไว้ถึงหนึ่งเท่าตัว ในฐานะผู้ใช้บริการก็คงต้องบอกว่าหากเป็นเช่นนี้ก็ตัวใครตัวมันเหล่านี้คือการบริหาร และการจัดการการขนส่งมวลชนแบบไทย มิพักต้องพูดถึงรถเมล์ที่มีปัญหาชนิดรายวัน จึงไม่แปลกที่คนในเมืองหลวงจำนวนหนึ่งขวนขวายที่จะหารถส่วนตัวมาใช้ หรือเลือกจะเมินบริการขนส่งมวลชนแม้จะประหยัดเวลากว่าก็ตาม

เพราะ ไม่มีใครมั่นใจได้เลยว่า "โชคดี" ที่อาศัยกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนั้นจะหมดลงเมื่อไหร่

ข่าวล่าสุด