ตอนประถม
แม่: บาส วันนี้ไปสวนสัตว์ แม่มีเวลาแค่ไม่นานนะ บาสอยากไปดูโซนไหนเป็นพิเศษมั้ยลูก?
บาส: ไปดูอะไรก็ได้ฮะ
เกิดอะไรขึ้น? : แม่พาบาสไปดูโซนปลาฉลามอย่างเดียว > บาสไม่สนุก > แม่เสียเวลาฟรี
ตอนมัธยม
เพื่อน: บาส ปีหน้าขึ้นม.ปลายแล้ว เลือกแผนการเรียนอะไรดีวะ?
บาส: ไม่รู้อ่ะ เรียนอะไรก็ได้ตามมึงอ่ะ
เกิดอะไรขึ้น? : บาสเลือกเรียนศิลป์-คำนวณตามเพื่อน > บาสเรียนไม่ไหว > สอบได้คะแนนไม่ดี
ตอนมหาวิทยาลัย
แฟน: บาส วันนี้ไปกินข้าวร้านไหนดีอ่ะเธอ
บาส: กินอะไรก็ได้อ่ะ ไปดิ
เกิดอะไรขึ้น : แฟนพาบาสไปกินสเต๊ก > บาสไม่พอใจเพราะสเต๊กกินบ่อยแล้ว > ทะเลาะกับแฟน
ปัจจุบัน
เพื่อน: เห้ย วันอาทิตย์นี้ไปลงประชามติกันป้ะมึง
บาส: อะไรก็ได้อ่ะ กูว่าลงไม่ลงก็คงค่าเท่ากัน
เกิดอะไรขึ้น : บาสไม่ไปลงประชามติ > เกิดเรื่องที่จะต้องใช้กฎหมายช่วย แต่พบช่องโหว่ของกฏหมายทีหลัง > แก้ไขอะไรไม่ได้
เห็นมั้ยว่าแม้กระทั่งเรื่องสำคัญๆ ระดับชาติอย่าง "การลงประชามติ" เราก็ยังติดนิสัย "อะไรก็ได้" มาถึงเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ทั้งที่หลายต่อหลายคนบอกว่า อยากจะมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศก็ตาม แต่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ประเทศได้เดินหน้าต่อไป พวกเรากลับไม่ลุกขึ้นมาใช้สิทธิ์ เพราะติดนิสัยคำว่าอะไรก็ได้ อย่างที่เคยเป็น
เพราะคำว่า "อะไรก็ได้" ทำให้คนอื่นไม่รู้ว่าเรา "ต้องการอะไร"
และการ "ไม่ออกความคิดเห็น" ก็ทำให้ "ประเทศชาติไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร" เช่นเดียวกัน
เพราะฉะนั้น...ก่อนจะตัดสินใจใช้คำนี้
ลองมาทำความรู้จักกับคำที่เรียกว่า "การลงประชามติ" กันดูสักนิด
การลงประชามติคืออะไร?
หากจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ การลงประชามติก็คือ การแสดงความคิดเห็นของประชาชนต่อเรื่องราวสำคัญที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของคนทั้งประเทศ โดยประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความเห็น โดยใช้การลงคะแนนออกเสียงว่า เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย ก่อนที่จะนำมติหรือการตัดสินใจใดๆนั้น ออกเป็นกฎหมายหรือนำไปปฏิบัติเพื่อบังคับใช้เป็นการทั่วไป ซึ่งการมีส่วนร่วมเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศ
ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศแมวกำลังร่างกฏหมายของประเทศเล่มใหม่ขึ้นมา ก่อนประกาศใช้จึงต้องการให้ประชากรแมวทั้งหลาย มาร่วมออกความคิดเห็นว่า ชอบกฏหมายเล่มนี้มั้ย? ถ้าประชากรแมวชอบเกินครึ่งหนึ่งก็จะประกาศเป็นกฏหมายหลักที่แมวทุกตัวต้องปฏิบัติตามต่อไป แต่ถ้าไม่ชอบเกินครึ่งหนึ่งก็ปรับแก้ไขกันตามลำดับ
ทำไมเราถึงต้องไปลงประชามติ?
การลงประชามติก็คือการแสดงความคิดเห็นนั่นเอง และถ้าเราไม่ออกไปแสดงความคิดเห็น ทุกคนก็จะไม่รู้ว่าเราพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แล้วหรือยัง? ในฉากสุดท้าย เราก็อาจจะต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบก็เป็นได้ เพราะเราเลือกที่จะไม่ตอบรับ หรือปฎิเสธไปตั้งแต่ต้น
ยกตัวอย่าง เช่น กฏหมายใหม่ของประเทศแมว ในหมวดอาหารมีการเปลี่ยนกฏไปจากเล่มเดิมคือ ห้ามแมวทุกตัวกินปลาน้ำจืด ซึ่งถือว่ากระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางการกินส่วนใหญ่ของแมวทั้งประเทศ หากประชากรแมวทั้งหลายไม่ออกมาใช้สิทธิ เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย รัฐบาลแมวอาจสามารถประกาศใช้กฏข้อนั้นได้ทันที เพราะไม่มีเสียงยินยอมหรือคัดค้าน และเมื่อกฏถูกประกาศใช้ ประชากรแมวทุกตัวก็จะต้องเลิกกินปลาน้ำจืดไปโดยปริยาย แม้จะไม่พอใจก็ตาม
เห็นมั้ยว่า...จริงๆ แล้วการเลือกไม่ออกความคิดเห็น อาจส่งผลกระทบทำให้เราเสียประโยชน์ในบางเรื่องก็ได้ และการลงประชามติก็เช่นกัน ส่วนจะมีข้อดี-ข้อเสียในด้านอื่นอย่างไรบ้าง ลองไปดูกันเล่นๆ
ดีกว่า...
| |
| ข้อดีของคนที่ไปใช้สิทธิ์ | ข้อเสียคนที่ไม่ไปใช้สิทธิ์ |
| 1. มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองต่อเรื่องที่ ชอบ หรือ ไม่ชอบ ทำให้เรื่องดังกล่าวได้รับการส่งเสริม หรือแก้ไข | 1. ไม่แสดงความคิดเห็น ทำให้ไม่น่าสามารถนำข้อมูลไปพัฒนาหรือแก้ไขเรื่องนั้นๆ ได้ |
| 2. เป็นการปกป้องสิทธิของตัวเอง หรือผลประโยชน์ประเทศชาติ ด้วยการออกไปแสดงความคิดเห็น | 2. ละเลยต่อเรื่องที่อาจส่งผลเสียกับตัวเอง หรือประเทศชาติในอนาคต ทำให้อาจเกิดผลเสียตามมา |
| 3. มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติ | 3. ทำให้ประเทศชาติก้าวเดินต่อไปได้ช้า (เพราะขาดทิศทางความคิดเห็น) |
| 4. ได้ทำตามหน้าที่พลเมือง เป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศต่อไป | 4. เป็นการละเลยการทำหน้าที่พลเมืองที่ดี ทำให้ความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไม่ถูกนำมาใช้ในทางปฎิบัติอย่างแท้จริง
|
หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับการลงประชามติ และรู้ถึงข้อดี ข้อเสียของการไปหรือไม่ไปลงคะแนนกันแล้ว หลายคนอยากจะยังสงสัยว่า แล้วถ้าจะตัดสินใจไปลงประชามติจริงๆ ล่ะ จะต้องทำ
อย่างไร...
ขั้นตอนในการลงประชามติ
ก่อนที่เราจะตัดสินใจ เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย กับเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พื้นฐานอย่างแรกเลยคือ เราต้องศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้เข้าใจเสียก่อนว่า เรื่องนั้นมีผลกระทบที่ดี หรือไม่ดีอย่างไร จากนั้นจึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างแท้จริง
ยกตัวอย่าง เหตุการณ์สำคัญของประเทศไทย ที่กำลังจะมีการลงประชามติในเวลาอันใกล้นี้ เช่นกัน นั่นก็คือ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 31 กรกฏาคม 2559 ซึ่งถือว่ามีความสำคัญโดยตรงกับเราทุกคน เพราะรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เมื่อถูกนำมาบังคับใช้ ย่อมจะส่งผลกระทบต่อคนส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมาจากการเห็นพ้องของคนในประเทศ และวิธีการที่ง่ายๆ ที่เราจะใช้ปกป้องสิทธิ และผลประโยชน์ของตัวเองก็คือ
1. ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ละเอียด ว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไร โดยอาจดูในประเด็น ดังต่อไปนี้
เปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรศึกษาในหมวดที่ส่งผลกระทบต่อตัวเองให้เอียด เช่น สิทธิ เสรีภาพ หน้าที่พลเมืองอาจศึกษาจากหน่วยงานภาคสังคมต่างๆ ที่ได้สรุปข้อดี ข้อเสียเอาไว้แล้ว
2. ใช้สิทธิ์ออกเสียงตามความคิดเห็นของตัวเอง
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว และต้องการไปลงประชามติ วิธีการก็จะคล้ายๆ กับการไปลงคะแนนเลือกตั้งที่คูหาในเขตต่างๆ ตามวันและเวลาที่กำหนดนั่นเอง แต่ต่างกันตรงที่ว่า บัตรลงคะแนน
จะมีเพียงช่องให้เลือก "เห็นด้วย" หรือ "ไม่เห็นด้วย" เพียงสองอย่างเท่านั้น
สำหรับใครที่ได้ทำความรู้จักกับการลงประชามติจากบทความนี้กันไปแล้ว บางคนอาจจะให้ความสำคัญกับการออกความคิดเห็นมากขึ้น หรือบางคนอาจจะยังเลือกเป็นคน อะไรก็ได้ อยู่เช่นเดิม แต่สุดท้ายนี้ อย่าลืมว่าเราทุกคนนั้นสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ ส่วนจะเลือกเปลี่ยนแปลงไปทางใดนั้น ทุกอย่างอยู่ที่คุณ