เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา(สนพ.) ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ บอกว่า จากการที่นายไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกมาพูดจาจาบจ้วง สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช โดยจะมีการออกหมายเรียกพระประมุขสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ระบุชัดเจนว่า จะสอบข้อมูลสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในฐานะพยาน
ดังนั้น การที่ รมว.ยุติธรรม บอกว่า จะมีการออกหมายเรียก ตามหลักกฎหมายในการรับฟังพยานบุคคล ต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในคดีอาญาด้วย โดบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 106/1 ห้ามมิให้ออกหมายเรียกพยาน ดังต่อไปนี้ (1) พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทา ยาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่ว่าในกรณีใด ๆ (2) พระภิกษุและสามเณรในพุทธศาสนา ไม่ว่าในกรณีใด ๆ (3) ผู้ที่ได้รับเอกสิทธิ์หรือความคุ้มกันตามกฎหมาย
เขาบอกว่า การที่ รมว.ยุติธรรม พูดเช่นนี้ ส่อกระทำความผิด รวมถึงรัฐบาลบอกให้คณะสงฆ์ยุติการเคลื่อนไหว คณะสงฆ์ก็ยุติตามที่รัฐบาลเรียกร้องทุกกรณี แต่ พล.อ.ไพบูลย์ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเช่นนี้ แสดงความก้าวร้าวต่อประมุขสงฆ์ เป็นการปลุกให้คณะสงฆ์ต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยจะเห็นได้จากการออกแถลง การณ์พระธรรมจาริกฯตอบโต้ รมว.ยุติธรรม ที่อาจจะลงจากเขา ถิ่นทุรกันดาร มายืนหนังสือให้ปลด รมว.ยุติธรรม ให้รับผิดชอบต่อการกระทำดังกล่าว
วันเดียวกัน พระสงฆ์นักพัฒนาตามอุดมการณ์แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ออกแถลงการณ์ ขอให้รัฐบาลยุติการหนุนหลังผู้ให้ร้ายคณะสงฆ์ สร้างความวุ่นวายแก่พระพุทธศาสนา โดยขอแสดงจุดยืนประกาศเข้าร่วมกับองค์พุทธทุกองค์กร เพื่อเรียกร้องให้ พล.อ.ไพบูลย์ แสดงความรับผิดชอบต่อการดูหมิ่นประมุขสงฆ์ ด้วยการลาออก เพื่อให้บุคคลที่มีความเป็นผู้ใหญ่ มีสัมมาคารวะต่อพระสงฆ์ มาทำหน้าที่แทน