จังหวัดน่าน กำลังประสบความท้าทายต่อการขยายตัวของการทำเกษตรของชาวบ้าน สูญเสียป่าถึงปีละ 2 หมื่นไร่ หากปล่อยเป็นเช่นนี้พื้นป่าที่อุดมสมบูรณ์ 5 ล้านไร่อาจถูกทำลาย เพื่อการแก้ไขปัญหานักวิชาการได้ลงพื้นที่ศึกษาวิจัยสภาพพื้นที่และการดำเนินชีวิตของคนในจังหวัดน่านที่อาศัยอยู่ในป่าอย่างหมู่บ้านเมืองจัง อำเภอภูเพียง ที่มีพื้นที่กว่า 5 หมื่น 3 พันไร่ ข้อมูลพบว่า ส่วนใหญ่ชาวบ้านแผวถางป่าเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ป่าถูกทำลายไปแล้วเกือบหมื่นไร่ ภูเขาที่มีอยู่เกือบไม่หลงเหลือ และกลายเป็นภูเขาหัวโล่น
นักวิชาการจึงได้ร่วมกับผู้นำชุมชนทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้ใหญ่บ้านวิจัยหาหนทางฟื้นคืนผืนป่า ซึ่งก็ได้แนวทางขอคืนผืนป่า ที่ทางผู้นำชุมชนทำมาก่อนหน้าตั้งแต่ชาวบ้านบุกรุกขึ้นไปแผวถางป่าอย่างหนัก ล่าสุดตั้งแต่ปี 2547 สามารถขอคืนได้แล้ว 2 พันกว่าไร่ โดยที่ชาวบ้านยินยอมคืนให้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีคนขอรัฐไปร้องขอพื้นที่คืน
การขอคืนพื้นที่ช่วงแรกๆ ชาวบ้านมีเสียงคัดค้าน เพราะพวกเขากลัวว่าเมื่อคืนป่าให้แล้วจะประกอบอาชีพอะไร อะไรคือหลักประกันว่าจะมีรายได้ดำรงชีวิต แต่ด้วยงานวิจัยของอาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ นักวิจัยที่รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยหรือ สกว. ได้เสนอแนวทางช่วยเหลือชุมชนมั่นคง ป่ายั่งยืน ด้วยการสร้างแห่งน้ำในชุมชน สร้างรายได้ด้วยการปลูกผลไม้ และการนำที่ดินบนภูเขามาแลกกับผืนนาข้าวบนพื้นราบ ช่วงนั้นมีชาวบ้านไม่กี่คนที่ยอมทำตามคำแนะนำ และประสบความสำเร็จ มีน้ำทำนา มีผลไม้ไปขาย ชาวบ้านจึงค่อยทยอยคืนผืนป่าให้โดยไม่มีข้อกางขา
ชุมชนเมืองจังยังคงเดินหน้าขอคืนผืนป่าต่อไป ตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะขอคืนให้ได้ 5 พัน ถึง 1 หมื่นไร่