เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 มีนาคม พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(ผบช.ปส.) เปิดเผยความคืบหน้าการจับกุมตัวเครือข่ายเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดว่า เมื่อวานนี้(11 มี.ค.) เวลา 17.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ กก.3บก.ปส.1 บช.ปส. ,บก.สส.บช.น. และ ป.ป.ส.กทม. นำหมายจับเข้าทำการจับกุม ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ หรือ บุญยัง เมืองกระจ่าง ผบ.หมู่ฝ่ายสืบสวน สน.บางขุนเทียน ในข้อหา ฟอกเงิน โดยจับกุมได้ที่บริเวณร้านอาหารมากันจัง ซ.เอกชัย35 แขวงบางบอน เขตบางบอน กทม. หลังตำรวจหน่วยงานความมั่นคง และ ป.ป.ส. ได้รับเบาะแสการร้องเรียนจากประชาชนกว่า 30 ครั้ง ว่า ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ภายหลังการจับกุมได้นำตัวไปตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 556 ซอยบางบอน3 แยก 8 แขวงบางบอน เขตบางบอน กทม. แต่ไม่พบยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย จากนั้นนำตัวตรวจค้นที่โต๊ะทำงาน ภายในห้องทำงานฝ่ายสืบสวน สน.บางขุนเทียน พบยาไอซ์ น้ำหนัก ประมาณ 1.3 กรัม และ กัญชา น้ำหนักประมาณ 0.7 กรัม สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารต่างๆ สมุดบันทึก เครื่องชั่งน้ำหนักขนาดพกพา อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงาน เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาเพิ่มเติมในคดียาเสพติดว่า มียาเสพติดให้โทษประเภทที่1ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และ มียาเสพติดให้โทษประเภทที่5ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายพล.ต.ท.เรวัช กล่าวอีกว่า การจับกุมครั้งนี้ สืบเนื่องจากตำรวจ หน่วยงานความมั่นคง ได้รับเบาะแสการร้องเรียนจากประชาชนมากกว่า 30 ครั้ง ว่า ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด จึงได้ทำการสืบสวน กระทั่งได้จับกุม นายพิเชษฐ์ ตั้งวรวัฒน์ หรือฉายา เชษฐ์ท่าแพ ซึ่งมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติดให้กับเครือข่ายแก๊งโอรสก่อนหน้านี้ จากนั้นทำการขยายผลพบว่า เส้นทางการเงินมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับ ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ นอกจากนี้ยังพบว่า ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ มีเงินหมุนเวียนประมาณ 3 ถึง 4 ล้านบาท ต่อปี อย่างไรก็ตามจากการสอบสวนเบื้องต้น ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ ยังให้การปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งดำเนินการสืบสวนสอบสวน และขยายผลยึดทรัพย์สินที่พบว่ามีมากกว่า 10 ล้านบาท อีกด้วย
สำหรับประเด็นเรื่องบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพลนั้น พล.ต.ท.เรวัช ระบุว่า จากการตรวจบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล พบว่ามีการร้องเรียนจากประชาชน ว่า ตำรวจชั้นผู้น้อยในสังกัดตำรวจภูธร และนครบาล ประมาณ 20 นาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งตำรวจปราบปรามยาเสพติด จะร่วมกับ ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสืบสวน เพื่อขยายผลหาหลักฐาน หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะมีการดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญา ส่วนรายชื่อผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น ไม่สามารถเปิดเผยจำนวนได้ ซึ่งต้องตรวจสอบข้อมูลให้เป็นข้อมูลปัจจุบันก่อน พร้อมกับหาหลักฐานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนดำเนินคดีเพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าไม่มีการกลั่นแกล้งแน่นอน
รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับ ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ มีพฤติกรรมถูกร้องเรียนมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2551 - 2 ม.ค. 2557 รวมจำนวนครั้งที่ถูกร้องเรียนกว่า 35 ครั้ง อีกทั้งจากการสืบสวนในเชิงลึกทราบว่า เครือข่ายบุญยัง ประกอบด้วย 1.นายพิเชษฐ์ ตั้งวรวัฒน์ หรือเชษฐ์ ท่าแพ 2.นายสายัณ เขียวสกุณี หรือ ยัน วัดน้อย 3.แก๊ป โอรส ลูกน้องคนสนิท เชษฐ์ ท่าแพ เป็นต้น ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2558 เจ้าหน้าที่ กก.3 บก.ปส.1 ได้จับกุมตัวนายสายัณ พร้อมยาบ้า 40 เม็ด และ ระเบิดแสวงเครื่อง 1 ลูก โดยขยายผลไปจับกุม นายพิเชษฐ์ ได้วัตถุออกฤทธิ์ฯ(ไฟว์ ไฟว์) และกระสุนปืน ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองรับว่าร่วมกันค้ายาบ้ากับ ด.ต.บุญยัง หรือ ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ จริง ต่อมาได้ทำการสืบสวนทางการเงิน พบว่าดาบตำรวจคนนี้มีธุรกรรมทางการเงินธนาคารกสิกรไทยที่ผิดปกติ มีเงินหมุนเวียนปีละหลายล้านบาท โดยมีกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในเครือข่ายโอรส โอนเงินเข้าบัญชีคราวละหลายหมื่นบาท ติดต่อกันหลายๆ ครั้ง กระทั่งทราบว่าการกระทำลักษณะนี้เป็นการโอน รับโอน ทรัพย์สินที่ผิดกฎหมายในคดียาเสพติด จึงได้ร้องขอต่อศาลจับกุมในข้อหาฟอกเงิน
รายงานข่าวระบุอีกว่า จากการสอบปากคำพยาน ยังพบพฤติการณ์ในการเรียกรับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ คือ เมื่อจับกุมผู้ต้องหาในคดียาเสพติดแล้ว จะให้ แจ๊ด โอรส รับเจรจากับเครือข่ายยาเสพติดนั้น เพื่อเอาเงินแลกกับการไม่ต้องถูกดำเนินคดี หรือดำเนินคดีในลักษณะที่ให้ต้องโทษน้อยลงจากความเป็นจริง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเคลียร์คดี อยู่ที่ 30,000 - 400,000 บาท โดยขึ้นอยู่กับปริมาณยาเสพติด กระทั่งศาลอาญา ได้อนุมัติหมายจับ ที่ 65/2559 ลงวันที่11 มีนาคม 2559 ให้จับกุม ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ หรือบุญยัง เมืองกระจ่าง ในข้อหาฟอกเงิน ซึ่งนำมาสู่การจับกุมในครั้งนี้ ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเครือข่ายของ ด.ต.ธีร์ชัชอัศม์ ยังมีอิทธิพลในเรื่องค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ฝั่งธน โดยเฉพาะ บก.น.7-9 นอกจากนี้ยังมีเครือข่ายพื้นที่ในสังกัด บก.น. 4 ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวใช้เป็นที่พักยาเสพติดก่อนที่จะนำไปจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้า