วันที่ 11 มีนาคม ที่โรงแรมเซ็นทาราแม่สอดฮิลล์รีสอร์ท จังหวัดตาก เนชั่นทีวีร่วมกับพันธมิตร ธนาคารกสิกรไทย , เครือสหพัฒน์, ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย , บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และเทสโก้โลตัส มหาวิทยาลัยบูรพา และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดสัมมนา เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอดประตูการค้าสู่เมียนมาร์ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแสดงถึงศักยภาพและขีดความสามารถของเขตเศรษฐกิจพิเศษแต่ละจังหวัด และแสดงถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ในแต่ละพื้นที่รวมถึงเพื่อสร้างการเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนและ เพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เติบโตอย่างยั่งยืนประตูการค้าสู่เมียนมาร์ โดยช่วงบ่ายการมีการเสวนาเรื่อง แม่สอด ประตูการค้าสู่เมียนมา
นายณัฐพงศ์ วิศิษฐ์กิจการ หัวหน้าสำนักงานผู้แทนต่างประเทศ กรุงย่างกุ้ง ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ทางธนาคารกสิกรไทยได้เข้าไปเปิดสาขาที่ย่างกุ้งอย่างเป็นทางการเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่สำหรับการเข้าไปดูทำเลรวมถึงภาคธุรกิจนั้น ได้มีการเข้าออกระหว่างไทยกับเมียนมาเป็นระยะเวลาร่วม 10 ปี โดยภาพรวมของเมียนมารปัจจุบัน คาดว่า นักลงทุนทั่วไปสนใจอย่างแน่นอน เนื่องจากตลาดเมียมาเพิ่งเปิด และช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพบว่า เมียนมาไม่ใช่ตลาด และมีการรองรับธุรกิจ จึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้าไปทดลองความสามารถด้านการตีตตลาดในฝั่งเมียนมา เนื่องจากผู้ประกอบการฝั่งไทยก็เป็นประเทศเพื่อนบ้าน และจากข้อได้เปรียบนั้นมองว่า ครั้งสมัยที่มีการปิดประตู และพม่าปิดประเทศนั้น มีสินค้าจากไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่สามารถนำเข้าไปขายได้ เช่น จีน อินเดีย และประเทศไทย
ทั้งนี้หากเปรียบเทียบเรื่องคุณภาพแล้ว ชาวพม่าให้ความสำคัญกับสินค้าไทยมากกว่า เนื่องจากไทยมีมาตรฐานด้านอุตสาหกรรมที่มากกว่าหลายประเทศ บางครั้งฝั่งประเทศจีนก็ก๊อปปี้สินค้าจากไทย ทั้งแบบโลโก้และแพ็คเก็จจิ้ง แต่มาตรฐานรสชาติหรือความคงทนนั้นมีไม่เท่าประเทศไทย ซึ่งจะฝากบอกต่อถึงผู้ประกอบการที่เข้าไปขายในเมียนมาว่า ไม่จำเป็นต้องลงทุนมาก เพราะที่เห็นตัวอย่าง ส่วนใหญ่จะเจ๊งเร็ว และหากต้องการนำเงินไปทิ้งที่ประเทศเมียนมาจริง ต้องมีการเตรียมตัวชัดเจน รวมถึงความพร้อมทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ การขายสินค้า การสำรวจตลาด การรับรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค รวมถึงอัตราแรงงานและปริมาณสินค้าที่ขาย
ทั้งนี้ด้านการเงินของเมียนมาร์นั้นปัจจุบันการชำระเงินหรือการโอนเงินค่อนข้างลำบาก ต้องมีเอกสารต่างๆ แนบอิง ดำเนินเรื่องต้องผ่านธนาคารกลางทุกครั้ง ไม่เหมือนประเทศที่สามารถไปทำสาขาใดก็ได้ เพียงแค่มีสมุดบัญชีและหมายเลขพร้อมโอน และที่สำคัญค่าผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินเมียนมาก็มีส่วนของกำไรและขาดทุน ซึ่งตรงนี้นักลงทุนควรศึกษาให้มากๆ
ทั้งนี้หากย้อนกลับมาฝั่งไทย ปัจจุบันธนาคารกสิกรในฝั่งสาขาอำเภอแม่สอดเอง การบริการที่ต้องปรับตัวคือ การเพิ่มภาษา เป็น 4 ภาษา คือ ไทย จีน อังกฤษ พม่า มีช่องทางธุรกรรมเฉพาะของเมียนมาอย่างชัดเจน ที่สำคัญคือ บุคลากรภายในสามารถพูดภาษาเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน จึงทำให้การทำงานนั้นง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสาขาแรกของธนาคารกสิกรไทย และสาขาแรกของสถาบันการเงินไทย
นอกจากนี้ ความพร้อมสอดคล้องระบบในไทย จริงๆ แล้ว มองว่าการทำธุรกรรม คือ อินเตอร์เนชั่นแนล เทรด สามปีที่ผ่านมา ปรับตัวเร็วมาก สิ่งที่ไม่พร้อมคือ ตัวกฎระเบียบของประเทศพม่า ธนาคารกลางของประเทศพม่า เอกสารและการดำเนินการจะต้องพร้อม รวมถึงด้านกฎหมาย หากอยากจะเข้าไปก็แนะนำเหมือนเดิมคือ อยากให้หาสำนักกฎหมายที่มั่นใจ เพราะสำนักงานกฎหมายส่วนใหญ่นั้นไม่มีสำนัก หลายครั้งที่ผู้ประกอบการชาวไทยถูกหลอก ซึ่งตรงนี้ผู้ประกอบการจะต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง และหลักๆ คนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่ไม่ได้เตรียมความพร้อม หากคนไปศึกษาตลาดร้อยๆ ทั้งร้อยประสบความสำเร็จ สินค้าประเภทแบรนด์ สามารถเข้าไปตีตลาดได้สบาย หากเป็นกึ่งโลโก้แบรนด์ ต้องมองตลาดอย่างแน่ชัด เนื่องจากมีตัวเปรียบเทียบจากประเทศจีนเยอะ
ปัจจุบันการลงทุนในพม่าเข้าตามตรอกออกตามประตู สมมติว่า นักธุรกิจชาวไทย สินค้าเข้มแข็งแล้ว การที่จะสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็ง การเพิ่มยอดขาย จำเป็นต้องใช้เวลา และใช้เงินในการสร้างแบรนด์ และที่สำคัญ ผู้ประกอบการต้องใจเย็นตามรูปแบบของของการทำการค้าชายแดน ทั้งนี้หากพูดถึงเรื่องการเทียบผลประโยชน์พบว่า การทำธุรกิจหรือทำการค้าทางฝั่งไทยดีกว่า เนื่องจากรัฐบาลไทยให้การสนับสนุน เรื่องการลงทุน การเดินทาง นิคมอุตสาหกรรม
ขณะที่นายเขมทัศน์ สายเชื้อ รักษาการกรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (Exim bank) กล่าวว่า ได้มีการส่งเสริมการช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย เรื่องการค้าผ่านระบบระหว่างชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งด้านของ เอ็กซิมจะต้องมองเรื่องการรับประกันความเสี่ยงของนักลงทุน ทั้งในส่วนของการเมือง เรื่องของการยึดทรัพย์ การโอนเงิน การชำระเงิน การมีเหตุเช่น การก่อเหตุจารจลภายในประเทศเมียนมา ส่วนนี้ทางเอ็กซิมจะต้องยืนหยัดให้การช่วยเหลือของผู้ค้า
ปัจจุบัน เออีซี เปิดแล้วอย่างเป็นทางการ เมียนมา คือขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ ทำให้สามารถสร้างความมั่นใจเล็กน้อยให้กับการทำการค้าอย่างสบายใจกับนักลงทุน ซึ่งในส่วนของอำเภอแม่สอดนั้นเป็นพื้นที่ที่อยากให้มีการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากภาครัฐให้การทุ่มเทกับส่วนของภาคเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งหากชูให้อำเภอแม่สอดเป็นไปในลักษณะการลงทุน เกิดความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ มีศักยภาพ ก็ควรจะเน้นการค้าแบบ one stop service หรือ logistic
และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ควรมองเรื่องชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้เกียรติเจ้าของพื้นที่ การที่จะเข้ามามาทำอะไรใหม่ๆ หรือหาประสบการณ์ใหม่ๆ ด้านธุรกิจควรมองถึงชุมชนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนธุรกิจด้านสาธารณสุข โรงพยบาล ธุรกิจบริการ รวมถึงการจ้างงานจากคนในพื้นที่ให้เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบธุรกิจ ซึ่งในอนาคตหากเมืองเติบโตเร็วขึ้น ต่างฝ่ายต่างได้เสมอกัน โดยภาพรวมทางเศรษฐกิจของเมียนมาในระยะ 10 ปีหลัง การค้าเติบโตเฉลี่ยเกือบ 40% ขณะที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก การค้าขายมูลค่าเกินประมาณ 50% หากมองไปอีก 5 ปีข้างหน้า ประเทศเมียนมารจะเติบโตทางเศรษฐกิจประมาณ 9% สูงสุดในเออีซี และที่สำคัญคือ ทางผ่านเข้าสู่เมียนมาร์ได้ที่สุดคือ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
ด้านนายชายคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการ แผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน เทสโก้โลตัส กล่าวว่า ความจริงแล้วเรื่องของการค้าชายแดน โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษในบริบทของเทสโก้ โบตัส ถือเป็นแหล่งค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาให้ส่วนของเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ และไม่ได้ทำการค้าต่างประเทศอยู่แล้ว เน้นการตั้งหลักที่อำเภอแม่สอด โดยได้มีการมองแม่สอดมานานกว่า 10 ปีแล้ว
โดยได้มองตลาดถึงกลุ่มผู้บริโภคหลัก 2 กลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มแรกคือ คนไทยที่อาศัยอยู่ในอำเภอแม่สอด และกลุ่มที่สอง คือ กลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นชาวเมียนมาฝั่งเมียนมา จากที่ได้คลุกคลีพบว่า ชาวเมียนมานั้นมองว่าสินค้าของทางเทสโก้ฯ เป็นสินค้าที่น่าเชื่อถือ เป็นร้านค้าปลีกแบบ one stop service ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาซื้อของ นั่งทานข้าว ประชุมในคราวเดียวกัน
อีกทั้งยังได้มองเรื่องของพนักงานที่บริการ โดยจะเน้นบุคลากรที่สามารถพูดได้ 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เนื่องด้วยความเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ และมีการไปมาหาสู่กันระหว่างเมียนมา ทำให้วัฒนธรรมแต่เดิมมา เป็นวัฒนธรรมลูกผสม มีการใช้ภาษาไทย อังกฤษ จีน และเมียนมา อีกทั้งพบว่ายอดการซื้อของลูกค้าหรือกำลังการจ่ายของชาวเมียนมาจะมีสูงกว่าคนไทยหลายเท่าตัว จากการสำรวจพบว่า การซื้อของของชาวเมียนมาแต่ละครั้งจะจ่ายราว 20,000 30,000 บาท เนื่องจากของที่ซื้อนั้นจะนำกลับไปขายยังประเทศเขา มากกว่าคนไทยหลายเท่าตัว อีกทั้งปัจจุบันทางเทสโก้ฯ เองได้มองเห็นถึงศักยภาพสินค้าไทย ทั้งรูปบบสินค้า SME สินค้า OTOP ในพื้นที่อำเภอแม่สอดและจังหวัดใกล้เคียง สามารถนำมาติดต่อและลงขายกับทางเทสโก้ฯ สาขาอำเภอแม่สอดได้ ไม่จำเป็นต้องไปติดต่อที่กรุงเทพมหานครเหมือนครั้งก่อน ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับนักลงทุน SME ที่พยายามนำสินค้าตีตลาดกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นชาวเมียนมา
และท้ายที่สุด ด้วยอำเภอแม่สอด เป็นเมืองการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และพักผ่อน จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และะต้องช่วยกันรักษาวัฒนธรรมที่ดีงาม อันเป็นเสน่ห์ของแม่สอด คือ การผสมผสานระหว่างไทยและเมียนมาร์ให้มีความยั่งยืนและเชื่อมโยงสู่การค้าอาเซียนต่อไป