นายสุพจน์ ชี้แจงว่า คำสั่งคสช.จะทำให้โครงการรัฐ 5 ประเภท เช่น ด้านคมนาคม ด้านการชลประทาน ที่อยู่อาศัย สามารถเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับทำโครงการ
ในขณะที่การพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ ที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯได้ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาให้ดำเนินโครงการไม่ได้ โดยส่วนราชการที่รับผิดชอบโครงการยังคงต้องเสนอรายงาน อีไอเอ
ตามมาตรา 47 ของกฎหมายสิ่งแวดล้อม มาให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. เสนอคณะกรรมการผู้ชำนาญการ และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และเสนอคณะรัฐมนตรีตามขั่นตอน
ซึ่งเป็นเพียงการดำเนินงานคู่ขนาน กับการพิจารณาอีไอเอ ดังนั้นหากลงอีไอเอ ไม่ผ่าน ก็ยังไม่สามารถลงนามในสัญญา โครงการก็ยังเดินหน้าไม่ได้
โฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ได้ถูกกดดันและเร่งรัดให้มีเกิดการเร่งรัดผลการพิจารณาอีไอเอ หรือปลดล็อก หรือยกเว้น กระบวนการทำอีไอเอให้เร็วขึ้น รวมถึงไม่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุน อย่างที่องค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้ง 46 องค์กร แสดงความกังวลว่าว่าจะผ่อนปรน แต่กระ บวนการนี้จะช่วยให้การศึกษา ออกแบบ และประมูลร่นระยะเวลา และเดินหน้าไปได้เพราะขั้นตอนนี่ก็ต่องใช้เวลา 1-2 ปี