เนชั่นทีวี

ข่าว

แพทยสภาสอบจริยธรรม "2 หมอ" กรณี"ดร.เซปิง" จ้อเกินจริง

03 มี.ค. 2559 | lastman

แพทยสภาสอบจริยธรรม "2 หมอ" กรณี"ดร.เซปิง" จ้อเกินจริง

เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ที่แพทยสภา นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารแพทยสภา(กก.บห.แพทยสภา)ว่า คณะกรรมการได้พิจารณากรณีนายแพทย์ที่ถูกกล่าวอ้างถึงว่าเกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรมใบหน้าให้นายสุรชัย สมบัติเจริญ ซึ่งเข้าร่วมในโครงการของดร.เซปิงที่อาจเข้าข่ายการโฆษณาโอ้อวดเกินจริ

  
มีมติเห็นชอบให้มีการดำเนินการสอบจริยธรรมและจรรยาบรรณของแพทย์คนดังกล่าว รวมถึง สอบแพทย์เพิ่มอีกหนึ่งคนที่เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาลหรือผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่เป็นสถานที่ทำศัลยกรรมให้กับนายสุรชัยด้วย เนื่องจากสถานพยาบาลดังกล่าว กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)มีความเห็นว่ายินยอมให้มีการโฆษณาเกินจริงเพราะไม่มีการยับยั้งการโฆษณาแต่อย่างใด ซึ่งตามกฎหมายเมื่อสถานพยาบาลเข้าข่ายการกระทำความผิด แพทยสภาจะต้องสอบแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสบส.ว่าเป็นแพทย์ผู้ดำเนินการ เพราะเป็นผู้ที่รับผิดชอบการกระทำของสถานพยาบาลด้วย
กรณีนี้แพทยสภาจะเรียกสอบแพทย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 คน ขั้นตอนต่อจากนี้จะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ในวันที่ 10 มีนาคม 2559 ก่อนส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมตรวจสอบต่อไป นอกจากนี้ กก.บห.แพทยสภาดยังมีมติสอบจริยธรรมแพทย์หญิงที่ออกรายการทีวี ตื่นมาคุยแล้วพูดโฆษณาโอ้อวดเกินจริง โดยใช้คำพูดว่าสวยทุกคนหรือสวยทุกเคสด้วยนพ.สัมพันธ์กล่าว
      นพ.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการตรวจสอบการโฆษณาเกินจริงของดร.เซปิงนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับแพทยสภา เพราะดร.เซปิงไม่ใช่แพทย์ เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)ต้องตรวจสอบ ซึ่งหากสคบ.สอบถามมายังแพทยสภาว่าเฟซออฟคืออะไรในทางวิชาการ แพทยสภาก็พร้อมที่จะให้ความเห็นตอบกลับไป อย่างไรก็ตาม ดร.เซปิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับแพทยสภา ตรงที่มีการใช้คำว่าเฟซออฟ(Face off) แพทยสภาจึงต้องออกมาให้ข้อมูลทางวิชาการที่เป็นความจริง เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชน เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ไม่ให้เกิดความสับสนหรือเข้าใจผิด
        "การทำเฟซออฟ คือการเปลี่ยนหน้า ไม่ใช่การดึงหน้า ซึ่งจากการที่ได้เห็นใบหน้าหลังการทำศัลยกรรมของคุณสุรชัย เป็นการทำศัลยกรรมแบบเฟซลิฟต์(Face lift) ด้วยการดึงทั้งใบหน้าให้ตึงขึ้นเท่านั้น มีการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดการหดตัวของกล้ามเนื้อ ไม่ให้เกิดริ้วรอยหรือร่องลึกของผิวหนัง และ ฉีดฟิลเลอร์ให้ผิวหน้าเต่งตึง เต็ม ซึ่งก็จะทำให้ใบหน้าดูเด็กลง ไม่ใช่วิธีการใหม่อะไรเลย ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์จะต้องฉีดใหม่ใน 6 เดือน เพราะฉะนั้น อยากให้รอดูใบหน้าของคุณสุรชัยหลังจากนี้ 6 เดือนด้วย ซึ่งกรณีนี้ถือว่าหมอไทยเก่งและควรส่งเสริม แต่ต้องเป็นการส่งเสริมให้ถูกต้อง และไม่โฆษณาชวนเชื่อจนเกินไป สำหรับประชาชนที่เห็นแล้วเกิดอยากทำตามนั้น จริงๆการดึงหน้าและทำตาเป็นหัตถการที่ไม่เสี่ยงมาก หากคิดจะทำก็ต้องเลือกแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีแพทย์ที่เก่งอยู่มากไม่เฉพาะแค่แพทย์ที่ทำให้คุณสุรชัยเท่านั้น" นพ.สัมพันธ์กล่าว
      ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ทนายความของดร.เซปิงระบุว่า เลขาธิการแพทยสภามีส่วนเกี่ยวข้องกับสมาคมศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้าแห่งประเทศไทย นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า รู้สึกน้อยใจ แต่ตนก็ไม่ได้สนใจ และต้องนิ่ง เชื่อว่าที่ตนให้ข้อมูลเป็นการอธิบายสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ด้วยความเป็นกลาง ไม่อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง กับดร.เซปิงก็ไม่ได้รู้จัก จริงๆต้องชื่นชมดร.เซปิงด้วยที่เชิดชูแพทย์ แต่ความจริงก็คือความจริง แพทยสภาต้องให้ความรู้ที่ถูกต้อง และตนก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ในเรื่องนี้ และหากดร.เซปิงจะร้องเรียนการกระทำของแพทย์ท่านไหน แพทยสภาก็ต้องรับเรื่องไว้เพราะไม่ได้เลือกข้าง       

ข่าวล่าสุด