หนึ่งในผู้เสียหาย เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2557 ได้นำลูกชายของตนไปสมัครลงเรียนกับสถานบันกวดวิชาทหารแห่งหนึ่งย่านรามอินทรา เพื่อไปสอบเข้าโรงเรียนจ่าอากาศ ซึ่งสถาบันแห่งนี้ตนได้รู้จักมาจากทางอินเทอร์เน็ต โดยภายในเวปไซด์ได้มีการระบุข้อมูลประวัติและมีเจ้าของสถาบันเป็นนายทหารยศนาวาโท ซึ่งเปิดกิจการมาแล้ว 15 ปี มีนักเรียนเคยเข้ามากวดวิชาแล้วสอบติดมากมาย จนทำให้ตนเชื่อว่าสถาบันแห่งนี้ดีจริงจึงตัดสินใจส่งลูกชายเข้าเรียน
หนึ่งในผู้เสียหาย เล่าต่อว่า หลังจากศึกษาข้อมูลก็ได้พาลูกชายตนไปสมัครยังที่สถาบันดังกล่าว โดยได้ลงเรียน 1 คอร์ด มีค่าใช้จ่าย 19,000 บาท ระยะเวลาเรียนทั้งหมด20 วัน หลังจากชำระค่าใช้จ่าย ตนได้ให้ลูกชายไปเข้าเรียนตามคอร์สปกติ แต่เมื่อใกล้จะสอบ ปรากฏว่าได้มีโทรศัพท์เข้ามาหา โดยอ้างว่าเป็นภรรยาของนาวาโทที่เป็นเจ้าของสถาบัน ได้ติดต่อมาหาตนว่ามีช่องทางพิเศษเพื่อที่จะสามารถนำลูกชายเข้าเรียนได้เลย แต่ต้องจ่ายเงินจำนวน 6.5 แสนบาท เป็นค่าดำเนินการ และจะต้องทำสัญญาแบ่งจ่ายเงินออกเป็น 3 งวด
โดยงวดแรกจะต้องจ่ายมัดจำ 50,000 บาท และ 300,000 อีก 2 งวดที่เหลือ โดยการันตีว่าสามารถพาเข้าสถาบันดังกล่าวได้ 100% ทั้งนี้หากไม่ได้จะคืนเงินให้ ด้วยความที่อยากให้ลูกชายได้เข้าเรียนจึงตัดสินใจยอมจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวไปซึ่งทั้งหมดจ่ายเป็นเงินสด
ทั้งนี้ก่อนที่จะเซ็นสัญญาฉันได้อ่านสัญญาแล้วรู้สึกมีความผิดปกติเพราะตัวสัญญาทางสถาบันมีความได้เปรียบเป็นอย่างมาก แต่ก็จำยอมจ่ายไปเพราะหวังว่าลูกชายจะได้เข้าเรียนในโรงเรียนจ่าอากาศ หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าว
หนึ่งในผู้เสียหาย เล่าอีกว่า หลังจากจ่ายเงินไปครบตามที่ทางสถาบันกำหนดแล้วเมื่อถึงวันที่ประกาศผลสอบคือวันที่ 31 มี.ค.58 ผลปรากฏออกมาว่าลูกชายสอบไม่ติดตามที่สถาบันกล่าวอ้างจึงได้ติดต่อกลับไปเพื่อทวงถามและขอเงินทั้งหมดคืน แต่ถูกทางสถาบันบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ 7 ธ.ค.58 ทางสถาบันได้ส่งข้อความมาบอกว่าวันที่ 20 ธ.ค.58 จะโอนเงินคืนไปให้ แต่เมื่อถึงกำหนดทางสถาบันกลับไม่โอนเงินตามที่ตกลงอีกทั้งยังไม่สามารถติดต่อได้อีกด้วย ส่วนตึกสถาบันที่เปิดอยู่ย่านรามอินทราก็ปิดตัวลงตั้งแต่หลังประกาศผลสอบ
ฉันอยากจะวิงวอนขอให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามจับกุมสถาบันแห่งนี้ และอยากได้เงินจำนวนดังกล่าวคืนเนื่องจากได้ไปกู้เงินมา อีกทั้งฉันยังมีอาชีพขับรถแท็กซี่จึงลำบากในการใช้หนี้ดังกล่าว และเชื่อว่ายังมีผู้หลงเชื่อและถูกหลอกอีกหลายราย รายละ 500,000-600,000 บาทด้วยกัน แต่ไม่กล้าเข้าแจ้งความ 1 ในผู้เสียหาย พูดทิ้งท้าย
เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ลงบันทึกประจำวันไว้และเก็บข้อมูลหลักฐานที่ทางผู้เสียหายนำมา พร้อมทั้งสอบปากคำอย่างละเอียด โดยหลังจากนี้จะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำหากพบว่ากระทำผิดจริงก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป