แต่การประชุมที่นัดเวลา 09.00น. ปรากฏว่าเมื่อถึงเวลา10.00น.ตามระเบียบการประชุมเมื่อเกินเวลานัด1ชั่วโมง นายนันทณัฐ โพธิ์แดง ที่ทำหน้าที่กำกับการประชุมในห้องประชุมแจ้งกับผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมว่า องค์ประชุมไม่ถึง 1ใน3 โดยมีผู้ถือหุ้นมีลงทะเบียน 437 คน จำนวน 2717 ล้านหุ้น คิดเป็น31.91 % ของหุ้นทั้งหมด ซึ่งสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายในที่ประชุมโดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อยที่บางส่วนมีการรวมตัวไม่เห็นด้วยกับการลดหุ้นเพิ่มทุน โดยมีการขอให้ผู้จัดประชุมนำจำนวนหุ้นที่ลงทะเบียนขึ้นจอในห้องประชุมเพื่อตรวจสอบแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง จนกระทั่งผู้ถือหุ้นกลุ่มหนึ่งบุกขึ้นไปบนเวทีเพื่อขอตรวจสอบหลักฐาน และขอให้มีการเปิดการประชุมโดยผู้ถือหุ้ยรายย่อยอ้างว่าจากการรวบรวมจำนวนหุ้นที่มาลงทะเบียนก่อน10.00น.มีผู้ลงทะเบียนเกิน35% ที่สามารถเปิดประชุมได้ และความวุ่นวายในห้องประชุมได้จบลงเวลาประมาณ11.00น. โดยการเลื่อนการประชุมออกไป
ผู้ถือหุ้นรายย่อยบริษัทโพลา ที่เป็นแกนนำในการรวบรวมจำนวนหุ้นจากใบลงทะเบียนจากผู้ถือหุ้นรายย่อย ระบุว่าพวกเขารวบรวมหลักฐานพบว่ามีผู้มาลงทะเบียนเพื่อเข้าประชุมเกิน35% ของหุ้นที่มีอยู่ และส่วนหนึ่งพบว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไม่ยอมลงทะเบียนเข้าประชุม และคาดว่าเป็นการประเมินว่าหากลงทะเบียนแล้วจะทำให้เกิดการประชุมและหากมีการโหวตโดยเฉพาะวาระการเพิ่มทุนที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยส่วนใหย่ไม่เห็นด้วยอาจแพ้ได้จึงทำให้การประชุมเลื่อนออกไป และเปิดประชุมใหม่โดยการประชุมครั้งต่อไปไม่ต้องนับองค์ประชุมและอาจจะรวบรัดในการลงมติ แต่ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะรวบรวมหลักฐานส่งกลต.เพื่อแย้งกับข้อมูลของผู้บริหารที่จะแจ้งกลต.เกี่ยวกับเหตุผลในการเลื่อนการประชุมครั้งนี้
รายงานข่าวแจ้งว่า การเพิ่มทุนดังกล่าวเป็นการทดแทนการยกเลิกการเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement :PP) โดยในการประชุมวิสามัญดังกล่าว บริษัทได้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาลดทุนจดทะเบียนจากเดิม 995,806,605,840 บาท เป็น381,694,853,490 บาทด้วยการยกเลิกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 20,470,391,745 หุ้น เพื่อยกเลิกหุ้นเพิ่มทุนแบบ PP หุ้นที่เหลือจากการจัดสรร RO และหุ้นที่รองรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น POLAR-W1
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า เมื่อบริษัทเสนอวาระลดทุนจดทะเบียนเพื่อยกเลิกหุ้นเพิ่มทุนแบบ PP และอื่นๆ และเสนอเพิ่มทุนด้วย TSR และPOLAR-W4 แล้ว บริษัทยังเตรียมเสนอเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 381,694,853,490 บาท เป็น 2,254,506,645,000 บาท โดยเป็นการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน จำนวน 62,427,059,717 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ หุ้นละ 30 บาท คิดเป็นทุนจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นจำนวน 1,872,811,791,510 บาท
ทั้งนี้ การเพิ่มทุนจดทะเบียนดังกล่าว เพื่อรองรับการใช้สิทธิของ TSR ,รองรับการใช้สิทธิแปลงสภาพ POLAR-W4 ,รองรับการปรับสิทธิการใช้สิทธิแปลงสภาพตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท รุ่นที่ 2 (POLAR-W2) และรุ่นที่ 3 (POLAR-W3) ที่ต้องปรับสิทธิโดยบริษัทวางแผนการลงทุน จากแหล่งเงินทุนที่มาจาก TSR และจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน มูลค่ารวมประมาณ 3,397 ล้านบาทไว้ลงทุนตามสัดส่วนในบริษัทร่วมทุนโครงการ The Sherwood ที่ประเทศอังกฤษ จำนวน 500 ล้านบาท ,โครงการพังงา - วิลล่า เฟส 1 จำนวน 1,000 ล้านบาท ,โครงการพังงา - พัฒนาสาธารณูปโภค ส่วนแรก จำนวน 150 ล้านบาท ,ชำระค่าที่ดิน - ถนนพหลโยธิน จำนวน 587 ล้านบาท ,ชำระค่าพัฒนาที่ดิน -พหลโยธิน : ส่วนแรก จำนวน 450 ล้านบาท ,เงินลงทุนในบริษัทย่อย (บจ.แพลทตินั่ม ออโต้ เซอร์วิส) จำนวน 400 ล้านบาทส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 310 ล้านบาท//